จากนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ไม่รู้จักภิกษุนั้นว่าภิกษุนี้เป็นพหูสูต เป็นผู้มีคุณธรรม ดังนี้. มนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่รู้คุณหรือมิใช่คุณ ก็ไม่กระทำการสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔. ภิกษุนั้น เมื่อลำบากด้วยปัจจัยทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเพื่อจะทำการสาธยายพระพุทธวจนะ ไม่อาจบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ รับกรรมฐานแล้วย่อมไม่อาจให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.

บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูตทั้งหลายผู้เป็นดุจท่าน้ำ เมื่อไม่เข้าไปหาย่อมไม่ได้สอบถาม ย่อมไม่ได้ถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จะพึงบำเพ็ญพยัญชนะนี้ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร ภาษิตนี้มีอรรถว่าอย่างไร ในที่นี้บาลีว่าอย่างไร ในที่นี้อธิบายอย่างไร ในที่นี้อรรถแสดงอะไร. อธิบายว่า ย่อมไม่ทำให้เขารู้.

ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้นอันภิกษุนั้นมิได้ถามอย่างนี้ ย่อมไม่เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมไม่จำแนกแสดงธรรม ย่อมไม่กระทำข้อความที่ยังไม่ตื้นให้ตื้นขึ้น และย่อมไม่กระทำธรรมที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏ และย่อมไม่บรรเทาความสงสัยสักอย่างหนึ่ง ในบรรดาความสงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากอย่าง.

จริงอยู่ ความสงสัยนั่นแหละ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากอย่าง.

เล่มที่ ๒๔ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต๕๓๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “โคปาลกสูตร”