บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีฌาน ๔ มีความพิสดารในอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า ผู้มีฌานบางท่านแอบแนบสมาบัติที่มีอยู่นั่นแล ดังนี้. การวินิจฉัยในกถากล่าวถึงญาณทั้งหลายโดยพิสดารว่า สพฺพวิปตฺติ เป็นต้น ก็กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาคัมภีร์วิภังค์ [อภิธรรม] ชื่อว่าสัมโมหวิโนทนี. กถาที่ว่าด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณและทิพพจักขุญาณ ก็กล่าวไว้พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. กถาว่าด้วยอาสวักขยญาณ ก็กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

ในเรื่องพระญาณของพระตถาคตนั้น มีคำตอบของพระปรวาทีว่า ญาณแผนกหนึ่งที่ชื่อว่าทศพลญาณไม่มี. อันนี้ก็เป็นประเภทแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง. คำนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น ด้วยว่า ทศพลญาณก็ญาณหนึ่ง พระสัพพัญญุตญาณก็ญาณหนึ่ง.

จริงอยู่ พระทศพลญาณก็รู้เฉพาะกิจของตนๆ เท่านั้น. พระสัพพัญญุตญาณย่อมรู้ทั้งกิจของตนๆ นั้น ทั้งกิจที่เหลือนอกจากของตนนั้น. ความจริงในพระทศพลญาณทั้งหลาย พระญาณที่ ๑ รู้เหตุและมิใช่เหตุ พระญาณที่ ๒ รู้กรรมอื่นและวิบากอื่น พระญาณที่ ๓ รู้การกำหนดกรรม พระญาณที่ ๔ ย่อมรู้เหตุแห่งความที่ธาตุเป็นต่างๆ กัน พระญาณที่ ๕ ย่อมรู้อธิมุตติ คืออัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย พระญาณที่ ๖ ย่อมรู้ความที่อินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายว่าแก่และอ่อน พระญาณที่ ๗ ย่อมรู้ความเศร้าหมองเป็นต้นของธรรมเป็นอาทิอย่างนั้น พร้อมกับญาณเป็นอาทิ พระญาณที่ ๘ ย่อมรู้สันตติความสืบต่อแห่งขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนๆ พระญาณที่ ๙ ย่อมรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย พระญาณที่ ๑๐ ย่อมรู้กำหนดสัจจะ.

ส่วนพระสัพพัญญุตญาณย่อมรู้ข้อที่พระญาณเหล่านั้นควรรู้ และข้อที่เกินไปกว่าพระญาณเหล่านั้น. ก็พระสัพพัญญุตญาณ หาทำกิจของพระญาณเหล่านั้นทุกอย่างไม่. จริงอยู่ พระสัพพัญญุตญาณนั้นหาเป็นญาณแนบสนิทอยู่ได้ไม่ หาเป็นอิทธิแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ไม่ หาเป็นมรรคทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปได้ไม่.

เล่มที่ ๒๔ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต๖๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สีหสูตร”