พระเทวะทัตนั้นจึงคิดว่า “เราบวชพร้อมกับด้วยศากยะเหล่านี้เหมือนกัน. แม้ศากยะเหล่านี้เป็นขัตติยบรรพชิต, แม้เราก็เป็นขัตติยบรรพชิต. พวกมนุษย์มีมือถือลาภและสักการะแสวงหาท่านเหล่านี้อยู่, ผู้เอ่ยถึงชื่อของเราบ้างมิได้มี, เราจะสมคบกับใครหนอแล ๑- พึงยังใครให้เลื่อมใสแล้วยังลาภและสักการะให้เกิดแก่เราได้.”
ทีนั้น ความตกลงใจนี้มีแก่เธอว่า “พระเจ้าพิมพิสารนี้ พร้อมกับบริวาร ๑๑ นหุต ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ด้วยการเห็นครั้งแรกนั่นแล, เราไม่อาจจะสมคบกับพระราชานั้นได้. แม้กับพระเจ้าโกศล เราก็ไม่สามารถจะสมคบได้, ส่วนพระอชาตสัตรูกุมาร พระโอรสของพระราชา ๒- นี้แล ยังไม่รู้คุณและโทษของใครๆ เราจักสมคบกับกุมารนั่น.” ____________________________ ๑- เอกโต หุตฺวา. ๒- หมายถึงพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ครองมคธรัฐ.
พระเทวทัตนั้นออกจากกรุงโกสัมพี ไปสู่กรุงราชคฤห์ ฤมิตเพศเป็นกุมารน้อย พันอสรพิษ ๔ ตัวที่มือและเท้าทั้งสี่, ตัวหนึ่งที่คอ, ตัวหนึ่งทำเป็นเทริดบนศีรษะ, ตัวหนึ่งทำเฉวียงบ่า, ลงจากอากาศด้วยสังวาลงูนี้ นั่งบนพระเพลาของอชาตสัตรูกุมาร, เมื่อพระกุมารนั้นทรงกลัวแล้ว ตรัสว่า “ท่านเป็นใคร?” จึงถวายพระพรว่า “อาตมะ คือเทวทัต”, เพื่อจะบรรเทาความกลัวของพระกุมาร จึงกลับอัตภาพนั้นเป็นภิกษุทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ยืนอยู่เบื้องหน้า ยังพระกุมารนั้นให้ทรงเลื่อมใส ยังลาภและสักการะให้เกิดแล้ว. พระเทวทัตพยายามฆ่าพระพุทธเจ้า
พระเทวทัตนั้นอันลาภและสักการะครอบงำแล้ว ยังความคิดอันลามกให้เกิดขึ้นว่า “เราจักบริหารภิกษุสงฆ์” ดังนี้แล้ว เสื่อมจากฤทธิ์พร้อมด้วยจิตตุปบาทแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมด้วยพระราชา ในพระเวฬุวันวิหาร ลุกจากอาสนะแล้ว ประคองอัญชลี กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า เวลานี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชราแก่เฒ่าแล้ว, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเป็นผู้ขวนขวายน้อย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมเครื่องอยู่สบายในทิฏฐธรรมเถิด, หม่อมฉันจักบริหารภิกษุสงฆ์ ขอพระองค์โปรดมอบภิกษุสงฆ์ประทานแก่หม่อมฉันเถิด” ดังนี้แล้ว ถูกพระศาสดาทรงรุกรานด้วยเขฬาสิกวาทะ๑- ทรงห้ามแล้ว, ไม่พอใจ ได้ผูกอาฆาตนี้เป็นครั้งแรก แล้วหลีกไป.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที