ในนักษัตรนั้น พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม เอาเถ้าและโคมัย (มูลโค) ทาร่างกาย เที่ยวกล่าววาจาของ อสัตบุรุษไปตลอด ๗ วัน, เห็นใครๆ เป็นญาติก็ตาม เป็นสหายก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ชื่อว่าละอายอยู่ ไม่มี, ยืนกล่าววาจาของอสัตบุรุษอยู่ที่ประตูทุกๆ ประตู.

มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจฟังอสัปปุริสวาทของพวกเขาได้ จึงส่งทรัพย์ให้กึ่งบาทบ้าง บาทหนึ่งบ้าง กหาปณะหนึ่งบ้าง ตามกำลัง, พวกเขาถือเอาทรัพย์ที่ได้แล้วๆ ที่ประตูเรือนของมนุษย์เหล่านั้นๆ แล้วก็หลีกไป. ____________________________ ๑- การรื่นเริงของคนพาล.

ก็ในกาลนั้น พระนครสาวัตถีมีอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ. ท่านเหล่านั้นส่งข่าวไปถวายพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ อย่าเสด็จเข้าไปสู่พระนคร จงประทับอยู่แต่ในพระวิหารสิ้น ๗ วัน”, ก็แลตลอด ๗ วันนั้น (ท่านเหล่านั้น) จัดข้าวยาคูและภัตเป็นต้น (ส่งไป) ในพระวิหารนั่นแลเพื่อภิกษุสงฆ์ แม้ตนเองก็ไม่ออกจากเรือน.

ก็ครั้นเมื่อนักษัตรสุดสิ้นลงแล้ว, ในวันที่ ๘ อริยสาวกเหล่านั้นนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เสด็จเข้าไปยังพระนคร ถวายทานใหญ่ นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ๗ วันของพวกข้าพระองค์ล่วงไปได้โดยยากอย่างยิ่ง, เมื่อพวกข้าพระองค์ได้ยินวาจามิใช่ของสัตบุรุษของพวกพาล, หูทั้งสองเป็นประหนึ่งว่าถึงอาการแตกทำลาย, ใครๆ ก็ไม่ละอายแก่ใครๆ, เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์จึงไม่ให้พระองค์เสด็จเข้าภายในพระนคร, ถึงพวกข้าพระองค์ก็ไม่อาจออกจากเรือน.” คนพาลกับคนฉลาดมีอาการต่างกัน

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๑,๓๒๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. อัปปมาทวรรค”