ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระอยู่ในปิปผลิคูหา ๑- เที่ยวไปบิณฑบาต ภายหลังภัต นั่งเจริญอาโลกกสิณ ๒- ตรวจดูสัตว์ทั้งหลายผู้ประมาทแล้วและไม่ประมาทแล้ว ซึ่งจุติและเกิดในที่ทั้งหลาย มีน้ำ แผ่นดิน และภูเขาเป็นต้นอยู่ ด้วยทิพยจักษุ. ____________________________ ๑- ปิปผลิ แปลว่า ไม้เลียบ หรือดีปลี รวมกับคูหาศัพท์ แปลว่า ถ้ำอันประกอบด้วยไม้เลียบหรือดีปลี อีกนัยหนึ่ง ถ้ำนี้ พระมหากัสสปเถระอาศัยอยู่มากกว่าที่อื่น นามเดิมของพระเถระ ชื่อว่าปิปผลิ ถ้าแปลมุ่งเอาชื่อพระเถระเป็นที่ตั้งแล้ว ก็แปลว่า ถ้ำเป็นที่อยู่ของพระปิปผลิ. ๒- อาโลกกสิณ กสิณกำหนดเอาแสงสว่างเป็นอารมณ์.
พระศาสดาประทับนั่งในพระเชตวันนั่นแล ทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า “วันนี้ กัสสปผู้บุตรของเรา อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไรหนอ?” ทรงทราบว่า “ตรวจดูการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายอยู่”,
จึงตรัสว่า “ชื่อว่าการจุติและการเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย แม้อันพุทธญาณไม่ทรงกำหนด, ใครๆ ไม่สามารถจะทำการกำหนดสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือปฏิสนธิในท้องของมารดา อันมารดาบิดายังไม่ทันรู้ก็จุติเสียแล้วได้, การรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์เหล่านั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ, วิสัยของเธอมีประมาณน้อย, ส่วนการรู้การเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้จุติและเกิดอยู่โดยประการทั้งปวง เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น”
ดังนี้แล้ว ทรงแผ่พระรัศมีไป เป็นประหนึ่งว่า ประทับนั่งอยู่ในที่เฉพาะหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที