๕. ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต ปญฺญปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินึ ปชํ ปพฺพตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขติ. เมื่อใด บัณฑิตบรรเทาความประมาทด้วย ความไม่ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตนั้นขึ้นสู่ปัญญา เพียงดังปราสาท ไม่เศร้าโศก ย่อมพิจารณาเห็น หมู่สัตว์ผู้มีความเศร้าโศก, ปราชญ์ย่อมพิจารณา เห็นคนพาลทั้งหลายได้ เหมือนคนผู้ยืนอยู่บนยอด เขา มองเห็นชนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นุทติ เป็นต้น ความว่า เมื่อใด บัณฑิตพอกพูนธรรมมีความไม่ประมาทเป็นลักษณะ ไม่ให้โอกาสแก่ความประมาท ชื่อว่าย่อมบรรเทา คือย่อมขับไล่ซึ่งความประมาทนั้น ด้วยกำลังแห่งความไม่ประมาท, เหมือนน้ำใหม่ไหลเข้าสู่สระโบกขรณี ยังน้ำเก่าให้กระเพื่อมแล้ว ไม่ให้โอกาสแก่น้ำเก่านั้น ย่อมรุน คือย่อมระบายน้ำเก่านั้นให้ไหลหนีไป โดยที่สุดของตนฉะนั้นนั่นแล. เมื่อนั้น บัณฑิตนั้นมีความประมาทอันบรรเทาแล้ว บำเพ็ญปฏิปทาอันสมควรแก่ความไม่ประมาทนั้นอยู่, ขึ้นสู่ปัญญาเพียงดังปราสาท กล่าวคือทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ โดยอรรถว่าสูงเยี่ยม ด้วยปฏิปทานั้น ดุจบุคคลขึ้นสู่ปราสาททางบันไดฉะนั้น
ชื่อว่าผู้ไม่เศร้าโศก เพราะความเป็นผู้ละลูกศร คือความโศกเสียได้แล้ว, ย่อมพิจารณาเห็น คือย่อมมองเห็นประชา คือหมู่สัตว์ ผู้ชื่อว่ามีความเศร้าโศก เพราะความเป็นผู้ละลูกศร คือความโศกยังไม่ได้ ซึ่งจุติอยู่ และเกิดอยู่ ด้วยทิพยจักษุ.
ถามว่า เหมือนอะไร ?
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที