แล้วรับสั่งให้เรียกชุณหอำมาตย์มา ตรัสถามว่า "ได้ยินว่า ท่านคิดอย่างนี้ จริงหรือ?" เมื่อเขาทูลว่า "จริง" จึงตรัสว่า "ดีละ ลุง, เราเลื่อมใส (ขอบใจ) ท่านจงรับราชสมบัติของเราแล้ว ให้ทานสิ้น ๗ วันโดยทำนองที่เราให้แล้วนั่นแล" ทรงมอบราชสมบัติแก่เขาสิ้น ๗ วันแล้ว จึงกราบทูลพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทอดพระเนตรการทำของคนพาล เขาได้ให้ความลบหลู่ในทาน ที่หม่อมฉันถวายแล้วอย่างนี้." คนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้

พระศาสดาตรัสว่า "อย่างนั้น มหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าพวกคนพาล ไม่ยินดีทานของผู้อื่น เป็นผู้มีทุคติเป็นที่ไป ณ เบื้องหน้า ส่วนพวกนักปราชญ์อนุโมทนาทานแม้ของชนเหล่าอื่น จึงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไป ณ เบื้องหน้าโดยแท้"

ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๑๐. น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ. พวกคนตระหนี่จะไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย, พวกคนพาลแลย่อม ไม่สรรเสริญทาน, ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทานอยู่ เพราะเหตุนั้นนั่นเอง นักปราชญ์นั้น จึงเป็นผู้มีสุขในโลกหน้า. แก้อรรถ

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๒,๗๘๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๓. โลกวรรค”