๓. ยญฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ อกิจฺจํ ปน กยิรติ ๑ อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา. เยสญฺจ สุสมารทฺธา นิจฺจํ กายคตา สติ อกิจฺจนฺเต น เสวนฺติ กิจฺเจ สาตจฺจการิโน สตานํ สมฺปชานานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา. ก็ ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ควรทำ, แต่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ อาสวะ ๒-ทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะ ประดุจไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว, ส่วนสติอันไปในกาย อันภิกษุเหล่าใด ปรารภ ด้วยดีเป็นนิตย์, ภิกษุเหล่านั้นมีปกติทำเนืองๆ ในกิจ ที่ควรทำ ย่อมไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรทำ, อาสวะทั้งหลาย ของภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมถึงความ ตั้งอยู่ไม่ได้. ____________________________ ๑- ม. กรียติ ฯ ๒- อาสวะมี ๔ คือ
กามาสวะ อาสวะคือกาม ๑ ภวาสวะ อาสวะคือภพ ๑
ทิฏฐาสวะ อาสวะคือความเห็นผิด ๑ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ๑. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ หิ กิจฺจํ ความว่า ก็กรรมมีอาทิอย่างนี้ คือการคุ้มครองศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้ การอยู่ป่าเป็นวัตร การรักษาธุดงค์ ความเป็นผู้ยินดีในภาวนา ชื่อว่าเป็นกิจอันควรทำของภิกษุ จำเดิมแต่กาลบวชแล้ว. แต่ภิกษุเหล่านี้ละเลย คือทอดทิ้งกิจที่ควรทำของตนเสีย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที