บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากวเสเสน ได้แก่ เขาถือปฏิสนธิในนรกด้วยกรรมใด กรรมนั้นย่อมไม่ให้ผลในมนุษยโลก อนึ่ง เวทนาของเขาอันเป็นไปในขณะต่างกัน เป็นไปด้วยอำนาจการปฏิบัติผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในเวลานั้น เป็นกรรมอำนวยผลในภพต่อๆ ไป เมื่อวิบากกรรมให้ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุ ในพวกมนุษย์เพราะบุญกรรมอันเป็นตัวอำนวยผลในภพอื่นๆ นั้นแล แต่ให้ถึงความเป็นโรคเรื้อน เป็นคนเข็ญใจ และเป็นคนน่าสงสารยิ่งนัก ในปวัตติกาล. ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า ด้วยเศษของวิบากกรรมนั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจความเป็นกรรมมีส่วนเสมอกัน.
จริงอยู่ การบัญญัติกรรมนั้น ปรากฏแล้วในโลกแม้เช่นนี้ เหมือนการบัญญัตินั่นแลว่า สิ่งที่มีรสขมเท่านั้นเป็นโอสถ.
ครั้นทรงแก้ปัญหาที่ภิกษุนั้นทูลถามว่า เหตุอะไรหนอ พระเจ้าข้าดังนี้ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ บัดนี้เพื่อจะแก้ปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายถามในกาลก่อนว่า ท่านมีคติเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของท่านเป็นอย่างไร จึงตรัสคำมีอาทิว่า โส ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ ความว่า ชื่อว่า ตถาคตปฺปเวทิตํ เพราะพระตถาคต คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ตรัสแล้ว ทรงประกาศแล้ว. บทว่า อาคมฺม ได้แก่ บรรลุ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาคมฺม เพราะอาศัยแล้วจึงรู้. ปาฐะว่า ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ดังนี้ก็มี.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที