ครั้งนั้น อุบาสกเหล่านั้นตามประทีปน้ำมันเป็นอันมาก เพื่อบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ นั่ง ณ ส่วนสุดภิกษุสงฆ์ สังสนทนากันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเดียรถีย์เหล่านี้กล่าวยึดถือทิฏฐิต่างๆ และเมื่อกล่าวอย่างนั้น บางคราวกล่าวว่าเที่ยง บางคราวกล่าวว่าไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอุจเฉททิฏฐิเป็นต้น เป็นเสมือนคนบ้า ยกย่องทิฏฐิใหม่ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เดียรถีย์เหล่านั้นผู้ยึดถืออย่างนั้น มีคติเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของพวกเขาเป็นอย่างไร.
ก็สมัยนั้น แมลงเม่าเป็นอันมาก เมื่อตกลง ก็ตกลงที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล แมลงเม่าเป็นอันมากตกลง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตกา แปลว่า แมลงเม่าซึ่งท่านกล่าวว่า สลภา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ แมลงเม่าเหล่านั้น ท่านประสงค์เอาว่า อธิปาตกา เพราะตกลงสู่เปลวประทีป.
บทว่า อาปาตปริปาตํ แยกเป็น อาปาตํ ปริปาตํ อธิบายว่า ตกลงทั่วๆ ตกลงรอบๆ คือหมุนตกลงตรงหน้าแล แล้วตกลง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตกลงรอบๆ ในทางไปมา. อธิบายว่า ในทางที่มา เมื่อมีประทีปอยู่ในทางมาของตน ก็ตกลงๆ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที