บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส สิยา สพฺพทา สติ สตตํ กายคตา อุปฏฺฐิตา ความว่า สติอันไปแล้วในกายทั้งสองอย่าง โดยความต่างแห่งนามและรูป คือมีกายเป็นอารมณ์ พึงเป็นคุณชาตอันภิกษุใดผู้เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ดำรงไว้ด้วยอำนาจความพยายามอันเป็นไปติดต่อเนืองๆ ไม่ขาดสาย โดยพิจารณาลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ในกาลทั้งหมด โดยแบ่งวันหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน.

เล่ากันมาว่า ท่านพระมหากัจจานะนี้ยังฌานให้บังเกิดโดยกายคตาสติกัมมัฏฐานก่อน แล้วกระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนา โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว บรรลุพระอรหัต. ถึงในกาลต่อมา โดยมาก ท่านเข้าฌานนั้นนั่นแหละออกแล้ว พิจารณาเห็นโดยประการนั้นนั่นแล แล้วเข้าผลสมาบัติ.

พระศาสดา เมื่อทรงแสดงวิธีที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุพระอรหัต จึงตรัสว่า ผู้ที่มีสติในกาลทุกเมื่อ พึงตั้งกายคตาสติไว้ติดต่อกัน เพื่อจะให้อาการที่กายคตาสตินั้นปรากฏแจ่มชัด จึงตรัสว่า กิเลสกรรมอันพ้นจากขันธปัญจก ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าเป็นของเรา ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์ จักไม่มี และกิเลสกรรมที่เนื่องในตน จักไม่มีแก่เรา ดังนี้.

ความข้อนั้น เมื่อว่าโดยพิจารณา พึงทราบโดยเป็น ๒ ส่วน คือด้วยส่วนเบื้องต้น ๑ ด้วยขณะพิจารณา ๑.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๕,๒๗๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. มหากัจจานสูตร”