บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า สเทวเก เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ชื่อว่าสเทวกะ เพราะเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย. ชื่อว่าสมารกะ เพราะเป็นไปกับด้วยมาร. ชื่อว่าสพรหมกะ เพราะเป็นไปกับด้วยพรหม. ชื่อว่าสัสสมณพราหมณี เพราะเป็นไปกับด้วยสมณพราหมณ์. ชื่อว่าปชา เพราะเป็นสัตว์เกิด. ชื่อว่าสเทวมนุสสา เพราะเป็นไปกับด้วยเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ในโลกนั้น พร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์.

ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า สเทวกะ หมายเอาเทวดาชั้นปัญจกามาวจร. ด้วยคำว่า สมารกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาวจรที่ ๖. ด้วยคำว่า สพรหมกะ หมายเอาพรหมชั้นพรหมกายิกาเป็นต้น. ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณี หมายเอาสมณะผู้เป็นข้าศึก และพราหมณ์ผู้เป็นศัตรูต่อพระศาสนา และหมายเอาสมณะผู้สงบบาป และพราหมณ์ผู้ลอยบาป. ด้วยคำว่า ปชา หมายเอาสัตวโลก. ด้วยคำว่า สเทวมนุสสะ หมายเอาเทวดาโดยสมมติ และมนุษย์ที่เหลือ.

ในบทเหล่านั้น ด้วย ๓ บท พึงทราบว่า ท่านถือเอาสัตวโลก โดยโอกาสโลก ด้วย ๒ บท พึงทราบว่า ท่านถือเอาสัตวโลก โดยหมู่สัตว์. พึงทราบอีกนัยหนึ่งดังต่อไปนี้ ด้วยคำว่า สเทวกะ ท่านหมายเอาเทวโลกชั้นอรูปาวจร. ด้วยคำว่า สมารกะ ท่านหมายเอาเทวโลกชั้นฉกามาวจร. ด้วยคำว่า สพรหมกะ ท่านหมายเอาพรหมโลกชั้นรูปาวจร ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณ์เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านหมายเอามนุษยโลกพร้อมด้วยเทพโดยสมมติ ด้วยอำนาจบริษัท ๔ หรือพึงทราบว่า ท่านหมายเอาสัตวโลกที่เหลือ.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๕,๓๔๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. จุนทสูตร”