ก็เมื่อเมศัพท์มีความหมายเท่ากับ มยา (อันข้าพเจ้า) จึงมีเนื้อความว่า อันข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คืออันข้าพเจ้าทรงจำไว้แล้วตามแนวแห่งโสตทวาร. เมื่อเมศัพท์มีความหมายเท่ากับ มม (ของข้าพเจ้า) จึงมีเนื้อความว่า การฟังของข้าพเจ้า คือการทรงจำไว้ตามแนวแห่งโสตทวาร เป็นอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบททั้ง ๓ นี้อย่างนี้ว่า

เพราะเหตุที่ อิติศัพท์นั้นพึงเป็นศัพท์ที่อมความหมายของสุตศัพท์ไว้ และพึงเป็นศัพท์ที่ขยายความของกิริยา คือการฟัง ฉะนั้น บทว่า อิติ จึงแสดงถึงหน้าที่ของวิญญาณเป็นต้น

บทว่า เม แสดงถึงบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณดังกล่าวแล้ว แม้ทุกพากษ์ (ทุกประโยค) จึงประกอบด้วยความหมายของ เอวํศัพท์นั่นเอง เพราะมีอวธารณะเป็นผล. ด้วยเหตุนั้น บทว่า สุตํ จึงเป็นคำแสดงถึงการรับเอามาไม่บกพร่อง และไม่ผิดพลาดเพราะปฏิเสธภาวะ คือการไม่ได้ฟัง เปรียบเหมือนว่า สิ่งที่ได้ฟังมาแล้วย่อมควรเป็นสิ่งที่จะพึงพูดว่า ได้ฟังมาแล้วฉันใด การฟังมาด้วยดีนั้นจึงเป็นการรับเอามาไม่บกพร่อง และเป็นการรับเอามาไม่ผิดพลาด ฉันนั้นดังนี้.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๕,๕๔๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. โลภสูตร”