บทว่า เม แสดงถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยกิจทั้งสอง
อธิบายว่า จริงอยู่ ก็ความเป็นไปของศัพท์ว่า เม มีธรรมอันวิเศษที่ได้ฟังมาแล้วเป็นอารมณ์ โดยส่วนเดียวเท่านั้น และกิจของวิญญาณก็พึงตั้งลงในอารมณ์นั้นนั่นแล. แต่ในที่นี้มีความย่อดังนี้ว่า อันข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) คือ อันบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณที่มีหน้าที่ฟัง ได้ฟังมาแล้วด้วยสามารถแห่งวิญญาณที่ได้โวหารว่า ผู้มีหน้าที่ฟัง.
อนึ่ง บทว่า อิติ และบทว่า เม เป็นอวิชชมานบัญญัติด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์แห่งความหมายที่แจ่มแจ้งและความหมายที่ยอดยิ่ง เพราะว่า ความหมายที่จะพึงเข้าใจได้ด้วยเสียงทั้งหมดก็ดี บัญญัติทั้งมวลเพราะจะต้องปฏิบัติตามแนวทางแห่งการบัญญัตินั่นเองก็ดี ย่อมมีความไม่ขัดแย้งกันในบัญญัติทั้ง ๖ นั่นแหละ มีวิชชมานบัญญัติเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ความหมายอันใดเป็นความหมายที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนมายากลและพยับแดดเป็นต้น และไม่ใช่เป็นความหมายที่ไม่สูงสุด เหมือนอย่างความหมายที่ต้องรับไว้ด้วยการฟังกันสืบๆ มาเป็นต้น ความหมายเป็นปรมัตถสภาวะมีสัททรูปคือเสียงเป็นต้น และมีการแตกสลาย มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น มีอยู่ด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
ส่วนความหมายอันใดมีความหมายถึงอาการเป็นต้น ที่กำลังกล่าวอยู่ว่า อิติ และว่า เม ความหมายอันนั้นมิใช่ปรมัตถสภาวะ คือไม่ได้ด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ชื่อว่าอวิชชมานบัญญัติ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที