บทว่า สุตํ ชื่อว่าเป็นอุปนิธายบัญญัติ เพราะจะต้องพูดถึงโดยเปรียบเทียบกับอารมณ์ทั้งหลายมีรูปที่ได้เห็นเป็นต้น โวหารว่า สุตะ แม้เป็นไปในสัททายตนะที่เว้นจากสภาวะของรูปที่ได้เห็นเป็นต้น จะต้องพูดถึงโดยเปรียบเทียบกับรูปที่ได้เห็นเป็นต้น เพราะเป็นสิ่งที่พึงทราบชัดว่า สิ่งใดไม่มุ่งถึงรูปที่ได้เห็น กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ได้ทราบและอารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง สิ่งนั้นจัดเป็นสุตะ * (แปลตามเชิงอรรถ) เปรียบเหมือนโวหารว่า ทุติยฌาน ตติยฌานเป็นต้นจะต้องพูดถึงโดยอาศัยปฐมฌานเป็นต้น ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงประกาศเนื้อความนี้ไว้ว่า ชื่อว่าสุตะ เพราะไม่ใช่ไม่ได้ฟังมา
อนึ่ง ในที่นี้ ท่านแสดงถึงความไม่หลงลืมออกมาด้วยคำว่า อิติ.
อธิบายว่า ประการที่แตกต่างกันออกไปแห่งความหมายที่ท่านพระอานนท์พาดพิงถึงในบทว่า อิติ นี้ท่านแทงตลอดแล้ว ความไม่หลงลืมของท่าน จึงเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยคำว่า อิติ นั้น. เป็นความจริง คนหลงลืมย่อมไม่สามารถแทงตลอดประการต่างๆ ได้ ประการต่างๆ คือการละโลภะเป็นต้น และประการที่แทงตลอดไว้ไม่ดี ท่านแสดงไว้ว่าเป็นสุตะ. ท่านแสดงความไม่เลอะเลื่อนด้วยคำว่า สุตะ เพราะอาการแห่งสุตะเป็นอาการที่เห็นอยู่ตามความเป็นจริง.
จริงอยู่ ผู้ใดมีสุตะหลงลืมแล้ว ผู้นั้นย่อมปฏิญญาไม่ได้ว่า เราได้ฟังมาแล้วในกาลอื่น เพราะความไม่หลงลืม เพราะไม่มีความหลงลืม หรือเพราะปัญญาที่เกิดในเวลาฟังของพระอานนท์นั้นเอง จึงมีความสำเร็จแห่งปัญญาในกาลอื่นจากนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที