เป็นความจริง เทศนาที่ผูกพันอยู่กับข้ออ้าง คือกาละ (เวลา) เทสะ (สถานที่) ผู้แสดงและบริษัท ย่อมเป็นเทศนาดำรงอยู่ได้มั่นคง ไม่เลอะเลือน และเป็นเทศนาควรเชื่อ. การวินิจฉัยโวหารเป็นเหมือนผูกพันอยู่กับเครื่องหมาย คือเทสะ กาละ กัตตา (ผู้ทำ) และโสตา (ผู้ฟัง) ก็ท่านพระอานนท์ผู้เป็นขุนคลังแห่งพระธรรมนั้นแล เมื่อพระมหากัสสปะทำการปุจฉาถึงเทสะ (สถานที่ตรัส) เป็นอาทิแห่งพรหมชาลสูตรและมูลปริยายสูตรเป็นต้น จะทำการวิสัชนาปุจฉาเหล่านั้นจึงกล่าวคำนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวเหตุไว้แล้วแล ในเพราะระบุถึงกาละและเทสะ.
อีกประการหนึ่ง คำนิทาน ท่านกล่าวไว้เพื่อประกาศสมบัติของพระศาสดา.
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต ทรงสำเร็จความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะไม่มีการรจนาไว้ก่อน ไม่มีการอนุมาน และไม่มีตรรกในปริยัติ. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยการรจนาไว้ก่อนเป็นต้น เพราะทรงมีพระญาณสอดส่องไปไม่ถูกขัดขวางในธรรมทั้งปวง และเพราะทรงมีประมาณเป็นหนึ่งในไญยธรรมทั้งหลาย.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จเป็นพระขีณาสพได้ เพราะไม่มีกำมือของอาจารย์ คือความตระหนี่ธรรม และความยินดีแม้แต่น้อยในผู้ฟังคำสอน (ของพระองค์) เพราะว่าธรรมเหล่านั้นหาเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพโดยตลอดไม่ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่อนุเคราะห์ผู้อื่น จึงเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที