บทว่า เย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยุํ แปลว่า พระอริยสาวกเหล่าใดละโมหะแล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ความว่า ก็พระอริยสาวกเหล่าใดละโมหะ อันมรรคนั้นๆ พึงฆ่า ด้วยมรรคเบื้องต่ำ ด้วยตทังคปหานเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้น แล้วทำลายกองแห่งความมืด อันได้แก่โมหะนั่นเอง ด้วยญาณเปรียบด้วยเพชร อันเป็นญาณชั้นเลิศ คือตัดขาดโดยไม่ให้มีส่วนเหลือ.

บทว่า น เต ปุน สํสรนฺติ ความว่า พระอริยสาวกคือพระอรหันต์เหล่านั้น ย่อมไม่ท่องเที่ยวไป คือไม่หันกลับไปในสงสารนี้ ที่ท่านกล่าวว่า

ขนฺธานํ ปฏิปาฏิ ธาตุ อายตนา น จ อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานา สํสาโรติ ปวุจฺจติ ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังเป็นไป ไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่าสงสาร ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุ คือเป็นมูลเหตุแห่งสงสาร ย่อมไม่มีแก่พระอริยสาวกเหล่านั้น เพราะตัดขาดแล้วโดยประการทั้งปวง ดังนี้. จบอรรถกถาโมหสูตรที่ ๔

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๕,๖๖๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. โมหสูตร”