ชื่อธรรมจักษุ ได้แก่ มรรค ๓ เบื้องต้นในบทว่า ๖- ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากความเศร้าหมอง ได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓ ๓- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๑๖ ๔- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖ วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๕ ๕- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓ ๖- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๙

แม้มังสจักษุก็มีสองอย่าง คือ สสัมภารจักษุ ๑ ปสาทจักษุ ๑.

ในมังสจักษุสองอย่างนั้น ก้อนเนื้อตั้งอยู่ในเบ้าตา กำหนดด้วยเบ้าตาทั้งสองข้าง คือ ด้วยกระดูกเบ้าตาชั้นล่าง ด้วยกระดูกคิ้วชั้นบน ด้วยสมองศีรษะภายใน ด้วยขนตาภายนอก โดยย่อมีสัมภาระ ๑๔ อย่าง คือ ธาตุ ๔ วัณณะ คันธะ รสะ โอชา สัมภว สัณฐาน ชีวิต ภาวะ กายปสาท จักขุปสาท โดยพิสดารมีสัมภาระ ๔๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งรูป ๔๔ เหล่านี้ คือรูป ๔๐ เพราะสัมภาระ ๑๐ เหล่านี้ คือธาตุ ๔ วัณณะ คันธะ รส โอชา สัณฐาน สัมภวะ อันอาศัยธาตุ ๔ นั้นแต่ละอย่างมีธาตุ ๔ เป็นสมุฏฐาน สัมภาระ ๔ คือชีวิต ภาวะ กายปสาท จักขุปสาท มีกรรมเป็นสมุฏฐานโดยส่วนเดียวเท่านั้น เมื่อสัตวโลกรู้ว่า จักษุ ขาว กลม หนา สะอาด ไพบูลย์ กว้างดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่รู้จักษุ ย่อมรู้วัตถุโดยความเป็นจักษุก้อนเนื้อตั้งอยู่ที่เบ้าตาเกี่ยวพันถึงสมอง ศีรษะด้วยด้าย คือเอ็นอันมีสีขาวบ้าง ดำบ้าง แดงบ้าง เป็นดิน น้ำ ไฟ ลมบ้าง ที่เป็นสีขาวเพราะมีเสมหะมาก ที่มีสีดำเพราะดีกำเริบ ที่มีสีแดงเพราะเลือดคั่ง เป็นดังถนนเพราะมากด้วยธาตุดิน ชื่อว่าย่อมไหลออกเพราะมากด้วยธาตุน้ำ ชื่อว่าย่อมแผดเผาเพราะมากด้วยธาตุไฟ ชื่อว่าย่อมหมุนไปมา เพราะมากด้วยธาตุลม นี้ชื่อว่าสสัมภารจักษุ

ประสาทอาศัยมหาภูตรูป ๔ ผูกพันในจักษุนี้ ชื่อปสาทจักษุ.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๕,๘๓๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. ภิกขุสูตร ที่ ๑”