มรรคญาณควรให้แจ่มแจ้งด้วยประการใด อัปปฏิหตญาณ (ญาณที่ไม่มีอะไรกระทบได้) จตุปฏิสัมภิทาญาณ (ญาณคือปฏิสัมภิทา ๔) จตุเวสารัชชญาณ (ญาณคือเวสารัชชธรรม ๔) ปัญจคติปริจเฉทญาณ (ญาณคือกำหนดคติ ๕) ฉ อสาธารณญาณ (ญาณคืออสาธารณะ ๖) สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ (ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗) อัฏฐมัคคังควิภาวนญาณ (ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘) นวานุปุพวิหารสมาปัตติญาณ (ญาณคือการเข้าอนุปุพวิหาร ๙) และทศพลญาณ (ญาณเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ควรให้แจ่มแจ้งในกาล ๓.
ในมรรคญาณนั้นควรรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสภาวกิจเป็นต้น มีที่อยู่วิเศษเป็นต้นและมีนามและโคตร อันเนื่องด้วยขันธ์เป็นต้น ในขันธ์ธาตุอายตนะที่เป็นอดีตอันแตกต่างกันมีเลวเป็นต้นของสัตว์ผู้แตกต่างกันมีความเลวเป็นต้น อันไม่มีประมาณในโลกธาตุอันไม่มีประมาณ.
อนึ่ง พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ข้องไม่มีอะไรกระทบแล้ว ในความวิเศษมีวรรณ สันฐานกลิ่นรสและผัสสะเป็นต้นของรูปธรรม อันเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นๆ ในรูปธรรมทั้งหลายอันละเอียดยิ่ง ตั้งอยู่ภายในและอยู่ไกล อันเนื่องด้วยอนินทรีย์ ย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ในที่ทั้งปวง ดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ.
ญาณเหล่านี้ คือญาณในอนาคตและปัจจุบันก็เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่าอัปปฏิหตญาณในกาล ๓ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ๙-
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที