พระพุทธเจ้าชื่อว่าผู้ข่มมารอันผู้อื่นไม่พึงข่มได้ เพราะอดกลั้น เพราะนำไปซึ่งพระโพธิสัมภารและพระมหากรุณาธิคุณทั้งสิ้น อันผู้อื่นข่มไม่ได้. อนึ่ง เพราะอดกลั้น เพราะครอบงำมารทั้งหลาย ๕ อันผู้อื่นข่มไม่ได้ เพราะยากเพื่อจะอดกลั้น เพื่อจะครอบงำ เพราะอดกลั้น เพราะนำไปซึ่งพุทธกิจอันผู้อื่นข่มไม่ได้ อันได้แก่การพร่ำสอนด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายยิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์แก่เหล่าเวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยการตรัสรู้แจ้งมีอาสยะ (อัธยาศัย) อนุสยา (กิเลสอันนอนเนืองอยู่ในสันดาน) จริยาธิมุตติ (ความพอใจในความประพฤติ) เป็นต้น หรือเพราะประกาศสาธุการในพุทธกิจนั้น เฉพาะคนอื่นเว้นพระโพธิสัตว์ไม่สามารถ เพื่ออดกลั้น เพื่อนำไปได้.
บทว่า นํ ในบทว่า สมุทาจรนฺตํ นํ เป็นเพียงนิบาตหรือมีความเท่ากับ นํ ตถาคตํ พระมุนีชื่อ ตโมนุทะ เพราะบรรเทา คือซัดไปซึ่งอันธการคือโมหะ กล่าวคือความมืดในสันดานของตนและผู้อื่น พระมุนีชื่อว่าปารคตะ เพราะถึงฝั่งคือนิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปารคตะ เพราะถึงฝั่ง คือที่สุดแห่งสังสารทุกข์ทั้งสิ้น อันเป็นอภินิหารใหญ่ซึ่งเป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า มุตฺโต โมเจสฺสามิ เราพ้นแล้วจักให้สัตว์พ้นบ้างดังนี้ หรือแห่งคุณคือพระสัพพัญญูทั้งหลาย พระมุนีนั้นผู้บรรเทาความมืด ผู้ถึงฝั่ง.
อธิบายว่า พระพุทธเจ้าผู้ถึงคุณอันควรถึงจากการถึงฝั่งนั้นนั่นเอง คือถึงคุณทั้งปวงมีศีลเป็นต้นและมีทศพลญาณเป็นต้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายพึงถึง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที