พระมุนีชื่อว่า อันติมเทหธารี เพราะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด คือสุดท้าย เพราะไม่มีภพใหม่อีกต่อไป พระมุนีนั้นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด. พระมุนีชื่อว่ามารชหะ เพราะสละกิเลสมารเป็นต้นได้โดยชอบ. พระมุนีชื่อว่าปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชราทั้งปวงมีชราปรากฏเป็นต้น ด้วยบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน เพราะตัดขาดเหตุแห่งชราเสียได้.

ก็ในที่นี้ พึงเห็นว่าท่านกล่าวการถึงฝั่งแห่งชาติ มรณะ โสกะเป็นต้นด้วยหัวข้อแห่งชรา. เชื่อมความว่า เรากล่าวว่าวิตก ๒ ประการ ของพระตถาคตผู้เป็นอย่างนั้นๆ ย่อมเป็นไปเนืองๆ ด้วยประการฉะนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิตก ๒ ประการ ด้วยคาถาที่ ๑ จากนั้นทรงแสดงปวิเวกวิตกด้วยคาถาที่ ๒ บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงเขมวิตก จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า เสเล ยถา ดังนี้เป็นอาทิ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต ได้แก่ เปรียบเหมือนบุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขาทึบลูกเดียวสำเร็จด้วยหิน เมื่อยืนอยู่บนภูเขานั้น ไม่มีการยกคอตั้ง และเหยียดมือเป็นต้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๐๒๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. วิตักกสูตร”