ดังนั้น อโลภะเป็นต้นพึงเป็นกุศลอย่างเดียว ไม่เป็นอัพยากฤตและไม่มีอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้น นักศึกษาควรแสวงหาสภาพของกุศลธรรมเป็นต้น แม้ในรากเหง้าทั้งหลายเหมือนในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย บัณฑิตพึงถือเอามูล (รากเหง้านั่นแหละ) ว่าเป็นเหตุ ดุจโยนิโสมนสิการเป็นต้นเป็นเหตุแห่งความเป็นกุศล (และ) ดุจอโยนิโสมนสิการเป็นต้นเป็นเหตุแห่งความเป็นอกุศล.
เมื่อไม่ถือเอามูลฐานแห่งความโลภเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการยังความเป็นอกุศลให้สำเร็จ แล้วถือเอา (มูลฐาน) ด้วยอำนาจแห่งการยังความเป็นธรรมที่ประดิษฐานไว้อย่างดีแล้ว ให้สำเร็จอย่างนี้ ก็ไม่มีโทษอะไร เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุและปัจจัยแล้ว จะประดิษฐานมั่นคง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแผ่ไพศาล ส่วนธรรมที่เว้นจากเหตุจะไม่ประดิษฐานมั่นคง เหมือนงาและสาหร่ายมีพืชเป็นต้น เพราะฉะนั้น กิเลสทั้ง ๓ อย่าง จึงชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะเป็นมูลเหตุที่เป็นอุปการะแก่อกุศลธรรมทั้งหลายโดยความหมายมีเหตุเป็นต้น แต่เพราะเหตุที่จิตตุปบาทที่เป็นอกุศลที่พ้นจากกิเลสที่เป็นรากเหง้าย่อมไม่มี ฉะนั้น พึงทราบว่าด้วยกิเลสที่เป็นมูลทั้ง ๓ พระองค์ทรงแสดงคลุมเอากองอกุศลทั้งหมดไว้.
เพื่อจะทรงแสดงอกุศลมูลเหล่านั้นโดยสรุป จึงตรัสคำมีอาทิว่า โลโภ อกุสลมูลํ ความโลภเป็นอกุศลมูล ดังนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำที่จะต้องกล่าวในความโลภเป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล้วทั้งนั้น ก็ในตอนนั้นความโลภเป็นต้น อันมรรคที่ ๓ จะพึงฆ่ามีมาแล้ว แต่ในพระสูตรนี้ ความโลภเป็นต้นไม่มีเหลือเลย นี่แหละเป็นข้อที่แตกต่างกัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที