เปรียบเหมือนทางที่เนื้อผ่านไปแล้วบนแผ่นหิน โดยเป็นทางที่เฉียดเข้าไป ในภูมิประเทศที่มีฝุ่นในตอนต้นทางและปลายทางฉันใด ภาวะแห่งการเสวยอารมณ์ที่เป็นกลางก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะรู้ได้ด้วยการเสวยสุขและทุกข์ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. การยึดถือเอามัชฌัตตารมณ์ เป็นเหมือนการเดินไปบนแผ่นหิน (ของเนื้อ) เพราะไม่มีการยึดอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ และการเสวยมัชฌัตตารมณ์นั้น ก็คืออทุกขมสุขเวทนานั่นแหละ ด้วยประการดังกล่าวมานี้
ในพระสูตรนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง โดยเป็นสุขทุกข์และอทุกขมสุขเวทนา (ก็จริง) แต่ในที่บางแห่งตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่างโดยเป็นสุขเวทนาและทุกขเวทนา.
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตกล่าวเวทนาไว้ ๒ อย่างโดยปริยาย คือสุขเวทนาและทุกขเวทนาดังนี้. ๖-
แม้ในที่บางแห่งตรัสไว้ ๓ อย่างโดยแยกเป็นสุขส่วน ๑ ทุกข์ส่วน ๑ อทุกขมสุขส่วน ๑ ว่า สุขเวทนาเป็นสุขในฐิติขณะ แต่เป็นวิปริณามทุกข์ (ทุกข์เมื่อสุขกลายเป็นทุกข์). ทุกขเวทนาเป็นทุกข์ในฐิติขณะ แต่เป็นวิปริณานสุข (เมื่อทุกข์เปลี่ยนเป็นสุข). ส่วนอทุกขมสุขเวทนา เป็นญาณสุข (สุขเกิดแต่ญาณ) (แต่) เป็นอญาณทุกข์ (ทุกข์เกิดแต่ความไม่รู้). ๗-
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที