อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายชื่อว่าเสกขะ เพราะธรรมเหล่านี้เป็นของพระเสกขะ ๗ จำพวก.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเสกขะ เพราะกำลังศึกษาอยู่ด้วยตนเองทีเดียวโดยที่ยังศึกษาไม่สำเร็จ ได้แก่มรรคธรรมและผลธรรมเบื้องต่ำ ๓ อย่าง แต่ผลธรรมอันเลิศ (อรหัตผล) ไม่เป็นเสกขธรรม เพราะไม่มีศีลที่จะต้องศึกษาในเบื้องสูง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอเสกขะ. เพราะว่านี้เป็นการคัดค้านในธรรมที่ยังมีความสงสัยในความเป็นพระเสกขะ เพราะฉะนั้น ทั้งในโลกิยธรรมและนิพพานธรรม พึงทราบว่า ยังไม่ควรแก่ความเป็นอเสขธรรม.

เพราะว่า สิกขากล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญาที่พ้นแล้วจากกิเลสที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน คือบริสุทธิ์แล้วที่ควรกล่าวได้ว่าเป็นสิกขาที่ดียิ่ง เพราะไม่เข้าถึงแม้ความเป็นอารมณ์ของอุปกิเลสทั้งหลายมีอยู่ในมรรคผลทั้ง ๘ เพราะเหตุนั้น แม้ธรรมคืออรหัตผลก็จะเป็นธรรมเกิดขึ้นในเพราะสิกขาเหล่านั้น เหมือนกับธรรม คือมรรค ๔ และผล ๓ เบื้องต่ำฉะนั้น ก็เมื่อพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยสิกขานั้น ยังเป็นเสกขะเหมือนท่านนอกนี้ ก็จะพึงมีความสงสัยว่า ที่ชื่อว่าเสกขะ เพราะอรรถว่าธรรมเหล่านี้เป็นของเสกขบุคคล เพราะอรรถว่าศีลเป็นสิกขาของท่านเหล่านี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะห้ามความสงสัยนั้นเสีย ท่านจึงกล่าวคำว่า อเสกขา ไว้เป็นการปฏิเสธภาวะแห่งเสกขบุคคลตามที่กล่าวแล้ว.

เพราะว่าสิกขาทั้งหลายที่เป็นไปอยู่ในอรหัตผล จะไม่ทำกิจของการศึกษา เพราะเสร็จกิจของการศึกษาแล้ว จะเป็นไปโดยความเป็นผลของการศึกษาอย่างเดียว เพราะฉะนั้น สิกขาเหล่านั้นจึงไม่ควรเรียกว่าสิกขา ทั้งผู้ที่พร้อมด้วยสิกขานั้นก็ไม่ควรเรียกว่าเสกขบุคคล.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๒๒๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. มารเธยยสูตร”