ขันธ์คือศีลนั่นเอง ชื่อว่าศีลขันธ์ แม้ในสมาธิและปัญญาที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะอันเป็นผลเลิศ ชื่อว่าสีลขันธ์ที่เป็นอเสกขะ โดยสภาพนั่นเอง. ในบรรดาขันธ์เหล่านั้น สัมมาสมาธิก็เช่นกัน (คือเป็นผลอันเลิศ) ชื่อว่าสมาธิขันธ์ที่เป็นอเสกขะ ส่วนสัมมาวายามะและสัมมาสติ ถึงการสงเคราะห์เข้าในสมาธิขันธ์ เพราะเป็นอุปการะแก่สมาธิขันธ์นั้น. สัมมาทิฏฐิก็เช่นนั้น (คือเป็นผลเลิศ) ชื่อว่าปัญญาขันธ์ที่เป็นอเสกขะ. สัมมาสังกัปปะถึงการสงเคราะห์เข้าในปัญญาขันธ์ เพราะเป็นอุปการะแก่ปัญญาขันธ์ ด้วยประการดังพรรณนามานี้ ในข้อนี้พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม คืออรหัตผลทั้ง ๘ สงเคราะห์เข้ากับขันธ์ทั้ง ๓.
บทว่า ยสฺส เอเต สุภาวิตา มีการเชื่อมความว่า พระอรหันต์รูปใดอบรมตามขันธ์ที่เป็นอเสขะ มีศีลเป็นต้นเหล่านี้ดีแล้ว คือเจริญดีแล้ว พระอรหันต์นั้นย่อมรุ่งโรจน์เหมือนดวงอาทิตย์ บางท่านสวดว่า ยสฺส เจเต ดังนี้ก็มี จ ศัพท์ของบทว่า เจเต นั้นเป็นเพียงนิบาต.
ในวรรคนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ในสูตรแรก ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรสุดท้าย. ส่วนในสูตรนอกนี้ ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ ดังพรรณนามานี้. จบอรรถกถามารเธยยสูตรที่ ๑๐
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที