สมจริงตามที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ธรรมชาติที่เรียกว่าปัญญา เพราะรู้ทั่วแล. รู้ทั่วอะไร? รู้ทั่วว่านี้ทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น. ____________________________ ๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๙๔
ส่วนในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปัญญา ด้วยสามารถแห่งการบัญญัติ. บัญญัติว่าอย่างไร? บัญญัติว่า อนิจจัง ... ทุกขัง ... อนัตตา.
ก็แลปัญญานี้นั้นโดยลักษณะเป็นต้น มีการแทงตลอดความจริงเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดโดยไม่พลาดพลั้งเป็นลักษณะ เหมือนการแทงทะลุของลูกศรที่นายขะมังธนูผู้ฉลาดยิงออกไป มีการส่องให้เห็นอารมณ์เป็นกิจ เหมือนดวงประทีป มีการไม่หลงเป็นเครื่องปรากฏ เหมือนมัคคุเทสก์ชั้นดีบอกทางแก่ผู้ไปป่า แต่โดยพิเศษแล้ว ในที่นี้ทรงประสงค์เอาปัญญา กล่าวคืออาสวักขยญาณว่า ชื่อว่าปัญญาจักษุ เพราะหมายความว่า เห็นสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งพระองค์ตรัสหมายเอาว่า จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้. ๒- ____________________________ ๒- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖ วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๕
อนึ่ง บรรดาจักษุเหล่านั้น มังสจักษุเป็นของเล็ก (ปริตตัง) ทิพยจักษุเป็นของใหญ่ (มหัคคตะ) นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) หาประมาณมิได้ (อัปปมาณัง). มังสจักษุเป็นรูป สองอย่างนอกนี้เป็นอรูป. ทั้งมังสจักษุและทิพยจักษุ เป็นโลกิยะยังมีอาสวะ และมีรูปเป็นอารมณ์ นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ ไม่มีอาสวะ มีสัจจะทั้ง ๔ เป็นอารมณ์ มังสจักษุเป็นอัพยากฤต ทิพยจักษุเป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ปัญญาจักษุก็เหมือนกัน (เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี) มังสจักษุเป็นกามาวจร ทิพยจักษุเป็นรูปาวจร นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที