ข้าพเจ้ายึดถือโดยชอบ ชื่อว่า สมาทิยามิ ท่านอธิบายว่า ข้าพเจ้ายึดถือโดยประสงค์จะไม่ล่วงละเมิด เพราะเป็นผู้กระทำสิกขาบทไม่ให้เป็นท่อนไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย.
แต่เมื่อว่าโดยอรรถะ บทว่า เวรมณี ได้แก่ วิรัติ เจตนางดเว้นประกอบด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล, วิรัตินั้น ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ท่านกล่าวไว้ในวิภังค์ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า เจตนางด เจตนางดเว้น เว้นขาด งดเว้น ไม่ทำ ไม่กระทำ ไม่ล่วง ไม่ละเมิดขอบเขต การชักสะพานเสียด้วยอริยมรรค ชื่อว่า เสตุ จากปาณาติบาต ในสมัยนั้น อันใด. ธรรมดาว่า เวรมณีนั้น แม้เป็นโลกุตระมีอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้นในที่นี้ ก็ควรเป็นเวรมณีที่เป็นไปโดยการสมาทาน เพราะผู้สมาทานกล่าวว่า สมาทิยามิ เพราะฉะนั้น เวรมณีที่เป็นโลกุตระนั้น จึงไม่มี ข้าพเจ้ากล่าวว่าวิรัติ เจตนางดเว้น ประกอบด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล.
บทว่า สิกขา ได้แก่ สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา. แต่ในที่นี้ ศีลคือสัมปัตตวิรัติ วิปัสสนาฝ่ายโลกิยะ รูปฌานและอรูปฌานและอริยมรรค ท่านประสงค์ว่า สิกขา ในบทว่าสิกขานี้, เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ธรรมเหล่าไหน ชื่อว่าสิกขา สมัยใด จิตเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร เกิดขึ้น ไปกับโสมนัส ประกอบด้วยฌาน ฯลฯ สมัยนั้น ผัสสะ ก็มี ฯลฯ ความไม่กวัดแกว่งก็มี ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า สิกขา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที