บทว่า ปญฺญาย ความว่า ด้วยมรรคปัญญาที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ยายํ นิพฺเพธคามินี เพราะว่า ปัญญานั้นจะทะลุทะลวงกิเลสและขันธ์ไปคือเป็นไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า นิพเพธคามินี (เจาะทะลุไป)

บทว่า อเสสํ ปรินิพฺพนฺติ ความว่า ท่านเหล่านั้นให้ไฟราคะเป็นต้นดับไปไม่มีเหลือด้วยอรหัตมรรค แล้วดำรงอยู่ด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน เพราะถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา. ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ซึมเซาตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นผู้ละความเกียจคร้านได้โดยเด็ดขาดมาก่อนแล้วด้วยสัมมัปปธาน และเพราะเป็นผู้ขยันหมั่นเพียรด้วยการเข้าผลสมาบัติ. ชื่อว่าดับสนิทไม่มีเหลือ ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะจิตดวงหลัง (สุดท้าย) ดับแล้ว และต่อจากนั้นไปก็จะข้ามไป คือก้าวล่วงวัฏฏทุกข์ไปได้ ไม่มีเหลือคือไม่เหลือไว้เลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความดับด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแก่เหล่าภิกษุผู้ดับไฟราคะเป็นต้น ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชย (ภิกษุเหล่านั้น) ด้วยคุณธรรมทั้งหลายที่เธอได้แทงตลอดกันแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยทฺทส ความว่า ท่านเหล่าใดเห็นอยู่ซึ่งธรรมที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นจะพึงเห็น หรือเห็นพระนิพพาน ที่ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๖๔๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. อัคคิสูตร”