บทว่า อนาคามี ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ไม่มาสู่กามโลกด้วยสามารถแห่งการถือปฏิสนธิ. อธิบายว่า พระอนาคามีบุคคลชื่อว่าไม่ต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้ เพราะสำเร็จความเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์ในภายใน ด้วยการเพิกถอนเสียได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์โดยไม่มีส่วนเหลือ พร้อมกับด้วยสามารถแห่งการพรากจากกามโยคะนั่นเอง เป็นผู้ปรินิพพานในชั้นนั้น มีอันไม่กลับมาเป็นธรรมดา.
ก็ภวโยคะอันพระอริยบุคคลใดละได้แล้วโดยไม่มีส่วนเหลือ แม้กิเลสที่เหลือมีอวิชชาโยคะเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นอันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้วทีเดียว เพราะเหตุที่กิเลสเหล่านั้น ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระอริยบุคคลผู้มีสังโยชน์คือภพอันสิ้นแล้วนั้น ท่านจึงเรียกว่าพระอรหันตขีณาสพ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุลคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พรากแล้วจากภวโยคะ เป็นพระอรหันตขีณาสพ ดังนี้.
ก็ในอธิการนี้ พึงเห็นว่า พระอนาคามีผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อตรัสสรรเสริญตติยมรรค ดุจการละสุขทุกข์ โสมนัสโทมนัสของจตุตถฌาน (และสรรเสริญ) จตุตถมรรค ดุจความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ คือทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส ฉะนั้น ปุถุชนทั้งหมดพร้อมด้วยพระโสดาบันและพระสกทาคามี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยบทแรก. พระอนาคามีทั้งหมด ทรงถือเอาแล้วด้วยบทที่สอง. ส่วนพระอรหันต์ ทรงถือเอาด้วยบทที่สาม. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังพระเทศนาให้จบลงด้วยยอด คือพระอรหัต.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที