นักศึกษาพึงทราบการจำแนกความหมายของบททั้ง ๓ ดังว่ามานี้ ความบริบูรณ์แห่งวิมุตติญาณทัสสนะ พึงทราบได้โดยการเกิดขึ้นแห่งปัจจเวกขณญาณที่ ๑๙.
ในบทว่า เอวรูปา จ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ภิกษุเหล่าใดเห็นปานนี้ คือเป็นเช่นนี้ ได้แก่ทำลายกิเลสได้หมดสิ้น เพราะประกอบด้วยคุณภาพที่กล่าวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นเรียกว่าศาสดา เพราะพร่ำสอนโดยการประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ในประโยชน์เกื้อกูลมีทิฏฐธัมมิถัตถประโยชน์เป็นต้นบ้าง. เรียกว่านายคาราวาน (ผู้นำหมู่พ่อค้า) เพราะช่วยสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นจากชาติกันดารเป็นต้นบ้าง. เรียกว่าผู้ละกิเลสเครื่องยียวน เพราะละกิเลสเครื่องยียวนมีราคะเป็นต้นได้ด้วยตนเอง และสอนคนอื่นให้ละตามบ้าง. เรียกว่าผู้บรรเทาความมืด เพราะบรรเทาความมืด คืออวิชชาด้วยตนเอง และสอนผู้อื่นให้บรรเทาตามบ้าง. เรียกว่าผู้ทำแสงสว่างเป็นต้น เพราะทำให้เกิดแสงสว่างคือปัญญา โอภาสคือปัญญา และความโชติช่วงคือปัญญาในสันดานของตนและบุคคลอื่นบ้าง.
อนึ่ง เรียกว่าผู้ทำรัศมีบ้าง ผู้ทรงคบเพลิงบ้าง เพราะทำธรรมให้ดาดาษด้วยรัศมีคือญาณ. เรียกว่าพระอริยะ เพราะเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะไม่ดำเนินไปในทางที่ไม่ควรดำเนิน ๑ เพราะดำเนินไปในทางที่ควรดำเนิน ๑ เพราะอันชาวโลกกับทั้งเทวโลกพึงดำเนินตาม ๑. เรียกว่าผู้มีจักษุ เพราะได้ปัญญาจักษุและธรรมจักษุอย่างดียิ่ง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที