เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า อัชฌัตตะนั้นเอง ชื่อว่าอัชฌัตติกะ. ____________________________ ๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕ ๒- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๘ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๘๕ ๓- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๖ ๔- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๑

อีกอย่างหนึ่ง อายตนะทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นที่มีอยู่ในภายในเหล่านั้น เหมือนในประโยคทั้งหลายมีอาทิว่า ธรรมภายใน ธรรมภายนอก ชื่อว่าอัชฌัตติกะ เพราะอรรถตามที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ คำว่า อายตนานํ นั่นเป็นชื่อของอายตนะที่เป็นไปภายในเหล่านั้น.

ในคำว่า อายตนานํ นี้ มีอธิบายว่า

ธรรมชาติทั้งหลาย ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นที่เกิด ๑ เพราะเป็นที่ขยายไปแห่งสิ่งน่าชื่นใจ เพราะนำไปสู่วัฏฏะที่ยาวยืด ๑ เพราะว่า ธรรมทั้งหลายคือจิต และเจตสิกที่มีทวารนั้นๆ บรรดาจักขุทวารเป็นต้น เป็นที่ตั้งย่อมเกิดขึ้นคือตั้งขึ้น ได้แก่สืบต่อ หมายความว่าพยายามไปตามหน้าที่ของตนๆ มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น และอายตนะเหล่านี้ย่อมต่อ คือขยายธรรมเหล่านั้นที่เป็นสิ่งน่าชื่นใจ.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๘๕๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปุริสสูตร”