พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีสมันตจักษุ (ทรงเห็นได้รอบด้าน) ทรงทราบโทษของสงสารวัฏทั้งหมด และเญยยธรรมทั้งมวลแล้ว เสด็จประทับยืนบนบกคือพระนิพพานที่เป็นฝั่งนอกแห่งกระแสตัณหา เหมือนบุรุษผู้มีจักษุทราบเนื้อความนั้นตามความจริงแล้ว ยืนอยู่ที่ฝั่งนอกแห่งกระแสของแม่น้ำนั้น.

การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายตัณหาเป็นต้น และโทษของตัณหานั้นให้แจ่มชัด ด้วยพระมหากรุณาแก่สัตว์ผู้ถูกกระแสตัณหาพัดพาไป เหมือนการที่บุรุษผู้มีจักษุบอกห้วงน้ำและโทษของห้วงน้ำด้วยความกรุณาแก่บุรุษคนนั้นผู้ถูกพัดพาไปในกระแสแห่งแม่น้ำนั้น.

การเข้าถึงอบายก็ดี การเข้าถึงทุกข์ในสุคติก็ดี ของผู้ไม่รับเอาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนการถึงความตายและการประสบความทุกข์ปางตายในห้วงน้ำนั้นของบุรุษคนนั้น ผู้ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของบุรุษผู้มีจักษุนั้นไปตามกระแสน้ำ.

อนึ่ง การรับเอาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ปรารภความเพียรด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ มีการพิจารณาโทษในตัณหาเป็นต้น แล้วบวชทวนกระแสแห่งตัณหาเป็นต้น และการก้าวล่วงกระแสตัณหาด้วยการปรารภความเพียรนั้นนั่นเอง คือการถึงฝั่งคือพระนิพพาน แล้วอยู่อย่างสบายตามชอบใจด้วยอำนาจอรหัตผลสมาบัติ เหมือนการเชื่อถ้อยคำของบุรุษคนนั้น (ผู้ชี้โทษให้เห็น) แล้วทำความพยายามด้วยมือและเท้า (มือพุ้ยน้ำและเท้าถีบน้ำ) และเหมือนการถึงฝั่งนอกด้วยความพยายามนั้นแล้วไปสู่สถานที่ๆ ตนต้องการ ได้อย่างสะดวกสบาย ดังนี้.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๘๖๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปุริสสูตร”