ถามว่า ก็ความหมายว่าย่อยยับไป หักพังไป ย่อมมีอยู่ในขันธ์ ๕ โดยไม่แปลกกัน ไม่ใช่หรือ?
ตอบว่า มีอยู่จริง แต่สิ่งใดที่ยึดถือไว้ว่าจะไม่ย่อยยับไป สิ่งนั้นหาเป็นอย่างนั้นไม่ ย่อมย่อยยับหักพังไปโดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น สภาพนั้นจึงชื่อว่าโลก.
โลกศัพท์ พึงทราบว่า กำหนดลงไปแน่นอนแล้วในอุปาทานขันธ์ทั้งหลายเท่านั้น เพราะเหตุนั้น คำว่าโลกจึงเป็นทุกขสัจเท่านั้น แม้ผิว่า เนื้อความแห่งตถาคตศัพท์ ข้าพเจ้าได้จำแนกไว้แล้วโดยนัยต่างๆ อย่างพิสดารในตถาคตสูตร ในเบื้องหลังไซร้ ถึงอย่างนั้น ในที่นี้ก็จะมีการขยายความให้ชัด โดยมุข คือการพรรณนาเนื้อความของพระบาลี ดังต่อไปนี้.
บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ความว่า ก่อนอื่นโดยไม่แปลกกัน ตามการจำแนกที่ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ตอนก่อนว่า อภิญฺเญยฺยโต (โดยธรรมที่ควรรู้ยิ่ง) ปริญฺเญยฺยโต (โดยธรรมที่ควรกำหนดรู้) หรือโดยการจำแนกเป็นกุศลและอกุศลเป็นต้นที่แยกออกเป็นอาสยกิเลส อนุสยกิเลส จริยาและอธิมุตติเป็นต้น ก็หรือว่าโดยแปลกกันที่แยกเป็นประมาณแห่งวรรณะ (สี) และสัณฐานเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้คือทรงทราบ ได้แก่ทรงกระทำประโยชน์ที่คนทั้งหลายพึงรู้โดยประการใดๆ ให้ประจักษ์แก่พระองค์โดยประการนั้นๆ โดยชอบคือไม่ผิดพลาด ด้วยสยัมภูญาณที่ยิ่งยวด มีอาทิว่า ผู้นี้มีอาสนะยั่งยืน (อัธยาศัยเป็นสัตตะ) ผู้นี้มีอาสยะขาดสูญ (อัธยาศัยเป็นอุจเฉทะ) และมีอาทิว่า ปฐวีธาตุมีลักษณะแข้นแข็ง อาโปธาตุมีลักษณะไหลไป เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า อภิสัมพุทธะ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที