ความว่า ก็ในราตรีที่มีพระจันทร์เพ็ญในวิสาขมาสใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระนามว่าตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาแล้วอย่างนั้นเป็นต้น ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ไม่มีใครพิชิตได้ที่ควงโพธิ์ ทรงทำลายศีรษะของมารทั้ง ๓ แล้ว ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม เพราะไม่มีญาณอื่นยิ่งกว่า คือพระสัพพัญญุตญาณพร้อมด้วยอาสวักขยญาณ.

บทว่า ยญฺจ รตฺตึ อนุปทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ (และในราตรีใด ทรงปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ).

ความว่า ก็ในราตรีที่มีพระจันทร์เพ็ญในวิสาขมาสใดนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนางรังทั้งคู่ ที่สาลวโนทยานอันเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวมัลละ ในเมืองกุสินารา.

บทว่า ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร ความว่า ในท่ามกลางระหว่างสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้ง ๒ อย่างนี้ คือในปฐมโพธิกาลบ้าง ในมัชฌิมโพธิกาลบ้าง ในปัจฉิมโพธิกาลบ้าง ในระยะกาลประมาณ ๔๕ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระธรรมไว้ แยกประเภทเป็นสุตตะและเคยยะเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการทรงชี้แจง คือตรัสบอกด้วยอำนาจแห่งการทรงยกขึ้นแสดง ทรงแสดงไขด้วยสามารถแห่งการทรงจำแนกออกไป.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๖,๙๓๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๓. โลกสูตร”