กุศลและอกุศล กล่าวคือภุตวาปคตะที่เสวยรสแห่งอารมณ์แล้วดับไป และสังขาตะที่เหลือ กล่าวคือภุตวาปคตะที่ไม่ถึงขณะทั้ง ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้นแล้วดับไป ชื่อว่าภุตวาปคตุปันนะ. ภุตวาปคตุปปันนะนี้นั้นพึงเห็นได้ ในคำว่า “ทิฏฐิที่เป็นบาปเห็นปานนี้บังเกิดขึ้นแล้ว” ๓- และในสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ “เมื่อสติสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นแล้ว การบำเพ็ญภาวนาให้บริบูรณ์ก็ย่อมมีได้ ฉันใด”. ๔-
กรรมที่ท่านกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า “กรรมทั้งหลายที่ทำแล้วในกาลก่อนของเขาเหล่านั้นใด” ดังนี้ แม้เป็นกรรมที่ล่วงแล้ว ก็ชื่อว่าโอกาสกตุปปันนะ เพราะห้ามวิบากของกรรมอื่นแล้วให้โอกาสแก่วิบากของตนตั้งอยู่ และเพราะวิบากที่ได้โอกาสแล้วอย่างนั้น แม้ยังไม่บังเกิดขึ้นก็บังเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ในเมื่อได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว.
อกุศลที่ยังไม่ได้ถอนขึ้นในภูมิทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าภูมิลัทธุปปันนะ. ____________________________ ๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑ ๓- สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๙๙ ๔- ที. ม. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๙๓
ผู้ศึกษาพึงทราบความต่างกันแห่งภูมินี้และภูมิที่ได้แล้ว คือขันธ์ ๕ ที่เป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ชื่อว่าภูมิ. กิเลสชาตที่สมควรบังเกิดขึ้นในขันธ์ ๕ ชื่อว่าภูมิลัทธะ. เพราะเหตุนั้นแล ภูมินั้นจึงชื่อว่าเป็นภูมิอันได้แล้ว ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภูมิลัทธะ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที