สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั่นแล พราหมณ์คนหนึ่ง เมื่อบุตรสาวของตนดำรงอยู่ในปฐมวัยที่คนอื่นจะพึงขอได้ คิดว่า “เราจักประดับตกแต่งบุตรสาวด้วยดอกไม้ที่คนถ่อยไรๆ ไม่เคยใช้สอยแล้วส่งไปสู่สกุลสามี” พราหมณ์นั้นเมื่อตรวจค้นทั่วกรุงสาวัตถี ทั้งภายในและภายนอกกรุง ก็ไม่ได้พบแม้สักว่าดอกหญ้าไรๆ ที่คนถ่อยไม่เคยใช้สอย. ครั้นเขาได้เห็นพวกเด็กลูกพราหมณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นพวกนักเลงประชุมกันอยู่ จึงคิดว่า “ข้าพเจ้าจักถามพวกเด็กเหล่านี้ในเด็กเป็นจำนวนมาก จักต้องมีใครสักคนหนึ่งรู้แน่นอน” แล้วจึงได้ถามพวกเด็กพราหมณ์เหล่านั้น.
พวกเด็กพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อจะเย้ยหยันพราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมดาว่าดอกมะเดื่อใครๆ ในโลกก็ไม่เคยใช้สอยกัน ท่านจงให้ธิดาประดับด้วยดอกมะเดื่อนั้น แล้วจงให้ (ธิดาของท่าน).
ในวันที่สอง พราหมณ์ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็ไปยังป่ามะเดื่อบนฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แสวงหาต้นไม้ต้นหนึ่งๆ อยู่ ก็ไม่ได้พบแม้สักว่าขั้วแห่งดอก (มะเดื่อ). ครั้งนั้นเมื่อเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว พราหมณ์ก็ได้ไปเป็นครั้งที่สอง ก็ที่ป่ามะเดื่อนั้น. ภิกษุรูปหนึ่งนั่งพักกลางวันมนสิการกรรมฐานอยู่ที่โคนต้นมะเดื่ออันรื่นรมย์ต้นหนึ่ง. พราหมณ์นั้นเข้าไปในที่ที่พระภิกษุนั้นนั่งอยู่นั้นไม่สนใจ นั่งแล้วครู่หนึ่ง ก็กลับนั่งยองๆ ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนครู่หนึ่ง ค้นอยู่ซึ่งต้นไม้นั้นในระหว่างกิ่งและคาคบทั้งปวง ลำบากอยู่ (เหน็ดเหนื่อยอยู่).
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า “พราหมณ์ท่านแสวงหาอะไร?”
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที