บทว่า อาหิโต คินิ ความว่า เพราะเหตุที่นายโคบาลทั้งหลายก่อไฟ ๓ ชนิด คือไฟล้อมรอบ ไฟควันและไฟผิง และพวกนายโคบาลเหล่านั้นก็ได้ก่อไฟทั้ง ๓ ชนิดนั้นขึ้นในเรือนของนายธนิยโคปะนั้น เพราะฉะนั้น เขาเมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟแล้ว หมายถึงไฟล้อมรอบในทิศทั้งปวง ย่อมแสดงถึงการป้องกันการเข้ามาแห่งเนื้อร้าย. เมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟแล้ว หมายเอาไฟควันซึ่งก่อจากวัตถุทั้งหลายมีโคมัยเป็นต้นในท่ามกลางแห่งโคทั้งหลาย ย่อมแสดงถึงการไม่มีการเบียดเบียนโคทั้งหลายที่เกิดจากเหลือบและยุงเป็นต้น. เมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟเสร็จแล้ว หมายถึงไฟผิงในที่นอนทั้งหลายของพวกโคบาล ย่อมแสดงถึงการกำจัดอาพาธอันเกิดจากความหนาวของพวกนายโคบาล. เขาแสดงอยู่อย่างนี้ ก็เกิดความปีติและโสมนัสขึ้นเพราะตนเองก็ดี โคทั้งหลายก็ดี บริวารชนก็ดี ไม่มีอาพาธไรๆ ซึ่งมีฝนเป็นปัจจัย จึงกล่าวว่า แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.
เมื่อนายธนิยะกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้ทรงสดับเสียงของนายธนิยะนั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ซึ่งบริสุทธิ์ล่วงเลยโสตธาตุของมนุษย์ ก็แลครั้นทรงสดับแล้ว ทรงตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นนายธนิยะพร้อมกับภรรยาของเขา ก็ทรงทราบว่า แม้สามีภรรยาคู่นี้ ถึงพร้อมแล้วด้วยเหตุ ถ้าเราจักไปแสดงธรรม เขาแม้ทั้งคู่ก็จักบวชแล้วบรรลุพระอรหัต ถ้าเราจักไม่ไป พรุ่งนี้เขาทั้งสองจักพินาศเพราะห้วงน้ำ.
ในขณะนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของนายธนิยะ โดยทางอากาศซึ่งเป็นระยะทาง ๗ โยชน์จากเมืองสาวัตถี ได้ประทับยืนอยู่เบื้องบนกระท่อมของเขา นายธนิยะก็ยังกล่าวคาถานั้นอยู่บ่อยๆ ยังไม่จบ แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วก็ยังกล่าวอยู่นั่นเอง ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับคาถานั้นแล้ว เพื่อจะแสดงว่า ชนทั้งหลายผู้พอใจแล้ว หรือเป็นผู้สละแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แต่ก็หาเป็นอย่างนี้ไม่ จึงได้ภาษิตคาถาตอบ ที่เหมือนกันโดยพยัญชนะ แต่ต่างกันโดยอรรถนี้ว่า
เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอปราศไปแล้ว
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที