พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "ไฟดับแล้ว" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีว่า "เราได้ก่อไฟแล้ว" คิดว่า เราผู้ไม่ได้สร้างเครื่องป้องกันอันตรายเลย ได้เป็นผู้สร้างเครื่องป้องกันอันตรายแล้ว แต่ข้าพเจ้ายินดีอยู่ว่า "ไฟดับแล้ว" ชื่อว่ายินดีแล้ว เพราะเหตุที่เราได้ทำเครื่องป้องกันอันตรายไว้แล้ว เพราะไม่มีเครื่องเร่าร้อนแต่ไฟ ๑๑ กอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่า ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า คำนี้ย่อมงาม (ย่อมถูกต้อง) สำหรับคนทั้งหลายเช่นเราผู้ปราศจากความทุกข์แล้ว ผู้ประสบความสุขแล้ว ผู้ได้ทำกิจทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น แน่ะฝน ถ้าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด เพราะเมื่อท่านตกหรือไม่ตกก็ตาม ความเจริญหรือความเสื่อมก็หามีแก่เราไม่. ส่วนตัวท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร?

เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ชื่อว่าตรัสไว้แล้วโดยชอบทีเดียว เพราะว่า ก็พระองค์เมื่อตรัสอย่างนี้ ชื่อว่าทรงตักเตือน คือโอวาทสั่งสอนนายธนิยะผู้ยินดีอยู่ด้วยสิ่งที่ไม่ควรยินดีเลย โดยนำสิ่งอื่นมาเป็นเครื่องอ้างนั่นเอง.

คนเลี้ยงโคชื่อว่าธนิยะ แม้สดับพระคาถานี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ก็ไม่พูดว่าใครนี้กล่าวคาถา พอใจยิ่งด้วยภาษิตนั้น ประสงค์ที่จะฟังคาถาเห็นปานนั้นอีก จึงได้กล่าวคาถาแม้อีกว่า อนฺธกมกสา เป็นต้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๐๙๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. ธนิยสูตร”