อำมาตย์แม้เหล่านั้นทูลบอกแด่พระเจ้าพรหมทัตเหมือนอย่างนั้น ถูกท้าวเธอตรัสว่าไม่พึงรบ พึงมาในที่นี้ แล้วมาสู่พระนครพาราณสี. แต่นั้น อำมาตย์ทั้งหลายทูลแด่พระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์จะรบกับพระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้น. พระราชาตรัสห้ามว่าปาณาติบาตจักมีแก่เรา อำมาตย์ทั้งหลายทูลให้พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่างๆ ว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์จักจับพระราชานั้นทั้งเป็นแล้วนำมาในที่นี้ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จมาดังนี้ ก็เริ่มเพื่อจะไป.
พระราชาตรัสว่า ถ้าพวกเจ้าจะไม่ทำการนำศัตราไป การประหารด้วยศัสตราและการปล้นสดมภ์ เราจะไป. อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พวกข้าพระองค์จะไม่ทำ จะแสดงภัยแล้วให้หลบหนีไปดังนี้แล้ว จึงเตรียมจตุรงคเสนา ตามประทีปทั้งหลายไว้ในหม้อทั้งหลายแล้ว ไปในราตรี. พระราชาผู้ปฏิปักษ์ทรงยึดพระนครพาราณสีได้ในวันนั้น ทรงพระราชดำริว่า บัดนี้ เราจะเตรียมพร้อมเพื่ออะไรดังนี้ แล้วจึงให้เลิกการเตรียมพร้อมเสียในราตรี ทรงประมาท หลับสนิทพร้อมด้วยพลนิกาย.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายนำพระเจ้าพาราณสีไปสู่ค่ายของพระราชาผู้ปฏิปักษ์ แล้วก็ให้ดับประทีปจากหม้อทุกใบเสีย แล้วได้ทำเสียงแห่งกองทัพซึ่งโชติช่วงพร้อมกัน. อำมาตย์ของพระราชาผู้ปฏิปักษ์เห็นพลมีกำลังมาก ตกใจกลัว เข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้วทำเสียงดังว่า ขอพระองค์จงลุกขึ้น จงเสวยน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวผึ้ง. อำมาตย์คนที่ ๒ -ที่ ๓ ก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน.
พระราชาผู้ปฏิปักษ์ทรงตื่นขึ้นด้วยเสียงนั้น ทรงถึงความกลัวความสะดุ้ง เสียงกึกก้องดังขึ้นตั้งร้อย พระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้นทรงพระราชดำริว่า เราเชื่อคำพูดของคนอื่นจึงถึงเงื้อมมือของศัตรู ทรงบ่นเพ้อถึงคำนั้นๆ ตลอดทั้งคืน. ในวันที่ ๒ จึงทรงคิดได้ว่า พระเจ้าพรหมทัตทรงเป็นพระราชาทรงธรรมไม่พึงลงโทษ เราจะไปขอโทษพระองค์ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชา ทรงคุกพระชานุทั้งสองลงแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอดโทษต่อความผิดของข้าพระองค์เถิด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที