ลำดับนั้น พระราชาเสด็จลุกจากสถานที่วินิจฉัย เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งเพื่อทรงเข้าสมาบัติ แต่ไม่อาจเพื่อทรงเข้าได้ เพราะทรงฟุ้งซ่านด้วยเสียงนั้น พระองค์ทรงพิจารณาว่า เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติ สมณธรรมประเสริฐกว่าดังนี้ แล้วทรงสละความสุขในราชสมบัติ ทรงยังสมาบัติให้เกิดขึ้นอีก ทรงพิจารณาเห็นโดยนัยที่กล่าวในกาลก่อนนั่นแล ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกสัมโพธิญาณ และถูกทูลถามถึงกรรมฐาน จึงได้ตรัสคาถานี้.

ในคาถานั้น คนทั้งหลาย ชื่อว่ามิตร ด้วยอำนาจแห่งความรักใคร่. ชื่อว่าสหาย เพราะความเป็นผู้มีใจดี. ก็คนบางพวกเป็นมิตรเท่านั้นไม่เป็นสหาย เพราะความเป็นผู้ใคร่ประโยชน์เกื้อกูลอย่างเดียว. บางพวกเป็นสหายเท่านั้นไม่เป็นมิตร เพราะให้เกิดสุขทางใจในการทั้งหลายมีการมา การยืน การนั่งและการพูดเจรจาเป็นต้น. บางพวกเป็นทั้งสหายเป็นทั้งมิตร ด้วยอำนาจแห่งธรรมทั้งสองนั้น.

มิตรสหายเหล่านั้นมี ๒ พวก คือ ฆราวาส ๑ บรรพชิต ๑.

ใน ๒ พวกนั้น ฆราวาสมี ๓ พวก คือ ผู้มีอุปการะ ๑ ผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ ผู้อนุเคราะห์ ๑. บรรพชิตโดยพิเศษคือ ผู้บอกประโยชน์ มิตรสหายเหล่านั้นประกอบด้วยองค์ ๔ อย่างนี้

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๒๐๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. ขัคควิสาณสูตร”