นางได้ฟังจากสำนักของทาสีทั้งหลาย จึงเข้าไปหาบุตรเศรษฐี ค่อนว่าด้วยประการต่างๆ ว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ธรรมดาสตรีแม้ถ้าเป็นน้องสาวของพระราชาทั้ง ๑๐ พระองค์ก็ดี เป็นธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิก็ดี แม้ถึงอย่างนั้นก็เป็นผู้ทำงานรับใช้สามี เมื่อสามีไม่พูดเจรจาด้วยก็เสวยทุกข์ ดุจถูกยกขึ้นสู่หลาว จึงพูดว่า ถ้าดิฉันควรแก่การอนุเคราะห์ก็พึงอนุเคราะห์ ถ้าไม่ควรอนุเคราะห์ก็พึงทิ้งเสีย ดิฉันจักไปสู่ตระกูลญาติของตน.
บุตรเศรษฐีกล่าวว่า ช่างเถิด นางคนสวย เจ้าอย่าเศร้าโศก จงเตรียมการเล่น พวกเราจักเล่นนักษัตร.
ธิดาเศรษฐีเกิดอุตสาหะด้วยเหตุสักว่าการปราศัยแม้มีประการเพียงนั้น จึงคิดว่า พรุ่งนี้เราจักเล่นนักษัตร แล้วจัดแจงของเคี้ยวและของบริโภคจำนวนมาก. ในวันที่สอง บุตรเศรษฐีไม่บอก เลยไปในสนามกีฬา. นางคิดว่าจักส่งไปในบัดนี้ นั่งแลดูทางอยู่ เห็นตะวันสายแล้วจึงส่งคนทั้งหลาย คนเหล่านั้นกลับมาบอกว่าบุตรเศรษฐีไปแล้ว นางจึงถือของเคี้ยวและของบริโภคที่ตระเตรียมนั้นทั้งหมดขึ้นสู่ยาน ปรารภเพื่อจะไปสู่อุทยาน.
ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าที่เงื้อมนันทมูลกะออกจากนิโรธในวันที่ ๗ ล้างหน้าที่สระอโนดาต เคี้ยวไม้สีฟันนาคลดา นึกอยู่ว่าวันนี้จักเที่ยวไปภิกษา ณ ที่ไหน เห็นธิดาเศรษฐีนั้น ก็รู้ว่าธิดาเศรษฐีนี้ทำสักการะในเราแล้ว กรรมนั้นจักถึงความหมดสิ้นไป ยืนที่พื้นมโนศิลากว้าง ๖๐ โยชน์ ที่ใกล้เงื้อมนั้น นุ่งแล้วถือบาตร จีวร เข้าฌานซึ่งมีอภิญญาเป็นบาท เหาะมาลงที่สวนทางของธิดาเศรษฐีนั้น มุ่งหน้าไปสู่กรุงพาราณสี.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที