พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแม้ทั้งหมดแสดงบทหนึ่งให้แปลกกันแล้ว กล่าวบทที่เหลือเป็นเช่นกับบทต้นว่า ขอพระมหาราชจงสิ้นโทสะ จงสิ้นโมหะ จงสิ้นคติ จงสิ้นวัฏฏะ จงสิ้นอุปธิ จงสิ้นตัณหา ดังนี้แล้ว จึงลุกไป.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้กล่าวว่าพวกอาตมาเป็นพหูสูต แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มีกถาอันวิจิตรเลย คำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกล่าวแล้วจะมีประโยชน์อะไร ทรงปรารภแล้ว เพื่อทรงพิจารณาอรรถแห่งถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
ครั้นทรงพิจารณาอยู่ว่าจงสิ้นราคะดังนี้ ก็ทรงทราบว่า เมื่อราคะสิ้นแล้ว โทสะก็ดี โมหะก็ดี กิเลสทั้งหลายอื่นก็ดี ย่อมเป็นอันสิ้นแล้วด้วย จึงทรงพอพระราชหฤทัยว่า พระสมณะเหล่านี้เป็นพหูสูตโดยตรง เปรียบเหมือนบุรุษชี้แสดงแผ่นดินใหญ่ หรืออากาศด้วยนิ้วมือ ก็ไม่เป็นอันชี้แสดงประเทศสักนิ้วมือเลย แต่ความจริงแล เป็นอันชี้แสดงแผ่นดินและอากาศเหมือนกันฉันใด พระสมณะเหล่านี้ เมื่อชี้แสดงอรรถองค์ละข้อก็เป็นอันชี้แสดงอรรถอันหาปริมาณไม่ได้ ฉันนั้น.
แต่นั้นท้าวเธอทรงปรารถนาอยู่ซึ่งความเป็นพหูสูต เห็นปานนั้นว่า ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราจักเป็นพหูสูตอย่างนี้ ทรงสละราชสมบัติ ผนวชแล้วเห็นแจ้งอยู่ ได้ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที