ได้ยินว่า ในพระนครพาราณสี มีพระราชาพระนามว่า อนิวัตตพรหมทัต. ท้าวเธอเสด็จเข้าสู่สงครามทรงปราชัยแล้วไม่เสด็จกลับ หรือทรงปรารภพระราชกิจอย่างอื่นยังไม่สำเร็จ ก็ไม่เสด็จกลับ เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงเรียกพระองค์อย่างนั้น.
ในวันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน. ก็โดยสมัยนั้น ไฟป่าได้ลุกไหม้ ไฟนั้นไหม้ไม้แห้งและวัตถุมีหญ้าเป็นต้นที่ตกหล่น ลามไปไม่หวนกลับ พระราชาทรงเห็นไฟนั้นแล้ว ทรงยังนิมิตอันเปรียบด้วยไฟนั้นให้เกิดขึ้นว่า ไฟป่านี้ฉันใด ไฟ ๑๑ อย่างก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไหม้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไปไม่หวนกลับ ก่อทุกข์ใหญ่ให้เกิดขึ้น ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราเพื่อไม่ให้ทุกข์นี้หวนกลับ พึงเผาไหม้กิเลสทั้งหลายด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ เหมือนไฟนี้ไปไม่หวนกลับ.
แต่นั้น พระองค์เสด็จไปสักครู่ ทรงเห็นชาวประมงทั้งหลายกำลังจับปลาในแม่น้ำ ปลาใหญ่ตัวหนึ่งติดข่ายของชาวประมงเหล่านั้น ได้ทำลายข่ายหนีไป. ชาวประมงเหล่านั้นร้องว่า ปลาทำลายข่ายหนีไปแล้ว. พระราชาทรงฟังคำแม้นั้น จึงยังนิมิตอันเปรียบเทียบด้วยปลานั้นให้เกิดขึ้นว่า ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราพึงทำลายข่ายคือตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอริยมรรคญาณไปไม่ติดขัดดังนี้.
พระราชานั้นทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวชแล้ว ปรารภวิปัสสนา ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณและตรัสอุทานคาถานี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที