กึ่งคาถานั้น มีความดังนี้ ภิกษุเมื่อทำกรณียะนี้อย่างนี้ ก็ไม่พึงประพฤติกายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริต ที่เรียกว่า ขุททะ คือลามก เมื่อไม่ประพฤติ มิใช่ไม่ประพฤติแต่กรรมหยาบอย่างเดียว แม้กรรมเล็กน้อยไรๆ ก็ไม่ประพฤติ ท่านอธิบายว่า ไม่ประพฤติลามกกรรมทั้งจำนวนน้อย ทั้งขนาดเล็ก.

แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโทษที่เห็นได้เอง ในการประพฤติลามกกรรมนั้นว่า เยน วิญฺญู ปเร อุปวเทยฺยุํ ก็ในคำนี้ เพราะเหตุที่ผู้มิใช่วิญญูชนเหล่าอื่น ไม่ถือเป็นประมาณ เพราะอวิญญูชนเหล่านั้นยังทำกรรมไม่มีโทษหรือมีโทษ มีโทษน้อยหรือมีโทษมาก. ส่วนวิญญูชนทั้งหลายเท่านั้น ถือเป็นประมาณได้ เพราะว่าวิญญูชนเหล่านั้นใคร่ครวญทบทวนแล้ว ย่อมติเตียนผู้ที่ควรติเตียน สรรเสริญูผู้ที่ควรสรรเสริญ. ฉะนั้น จึงตรัสว่า วิญฺญู ปเร.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอุปจารแห่งกรรมฐานต่างโดยกรณียะและอกรณียะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้อยู่ป่า ซึ่งประสงค์จะบรรลุสันตบทแล้วอยู่หรือประสงค์ปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้น และแก่พวกภิกษุผู้ประสงค์จะรับกรรมฐานอยู่แม้ทุกรูป โดยยกภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นสำคัญ ด้วยสองคาถาครึ่งนี้อย่างนี้แล้ว

บัดนี้ จึงทรงเริ่มตรัสเมตตากถา โดยนัยว่า สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ เป็นต้น เพื่อเป็นปริตรกำจัดภัยแต่เทวดานั้น และเพื่อเป็นกรรมฐาน โดยฌานเป็นบาทแห่งวิปัสสนาแก่ภิกษุเหล่านั้น.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗๓๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. กรณียเมตตสูตร”