ในคาถานั้น เพราะความสะดุ้งย่อมมีได้ เพราะความรักตน และความรักตน ก็คือความติดด้วยอำนาจตัณหา แม้ความติดด้วยอำนาจตัณหานั้นย่อมมีได้ เพราะความโลภที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิหรือที่ปราศจากทิฏฐิ. ก็ความโลภนั้นคือตัณหานั่นเอง.
ก็ในคาถานั้น ความข้องย่อมมีด้วยโมหะสำหรับบุคคลผู้เว้นจากการพิจารณา และโมหะก็คืออวิชชา ในการนั้น การละตัณหาย่อมมีได้ด้วยสมถะ การละอวิชชามีได้ด้วยวิปัสสนา เพราะฉะนั้น บุคคลละความรักตนด้วยสมถะแล้ว ไม่สะดุ้งในธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียงฉะนั้น ละโมหะด้วยวิปัสสนาปัญญาแล้ว ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่ายฉะนั้น ละโลภะและทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยโลภนั่นเองด้วยสมถะนั้นแล ไม่ติดอยู่ด้วยความโลภ คือความยินดีในภพทั้งปวง เหมือนปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น.
ก็ในที่นี้ ศีลเป็นปทัฏฐานของสมถะ สมถะคือสมาธิ วิปัสสนาคือปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อธรรมทั้งสองนั้น สำเร็จอย่างนี้แล้ว ขันธ์ทั้ง ๓ ก็เป็นอันสำเร็จแล้ว.
ในขันธ์ ๓ อย่างนั้น บุคคลเป็นผู้กล้าหาญด้วยศีลขันธ์ เขาย่อมไม่สะดุ้ง เพราะความที่ตนประสงค์เพื่อจะโกรธในอาฆาตวัตถุทั้งหลาย เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียงฉะนั้น ผู้มีสภาพอันแทงตลอดแล้วด้วยปัญญาขันธ์ ย่อมไม่ข้องอยู่ในธรรมอันต่างด้วยขันธ์เป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่ายฉะนั้น ผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยสมาธิขันธ์ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยราคะ เหมือนปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที