ชื่อว่า หิริ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าเป็นเครื่องละอายของบุคคล หรือบุคคลย่อมละอายเอง คือเกลียดความเป็นไปแห่งอกุศล. โอตตัปปะเป็นอันถือเอาแล้วเทียว โดยความเป็นธรรมไปร่วมกันกับหิริศัพท์นั้น.

บทว่า อีสา ได้แก่ ท่อนไม้ที่ทรงแอกและไถไว้. เปรียบเหมือนงอนไถของพราหมณ์ย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถฉันใด หิริแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ชื่อว่าย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถ กล่าวคือโลกิยปัญญาและโลกุตรปัญญา เพราะเมื่อหิริไม่มี ปัญญาก็ไม่มี.

แอกและไถที่เนื่องด้วยงอนไถ ย่อมทำหน้าที่ไม่ให้หวั่นไหว ไม่ย่อหย่อนฉันใด ก็ปัญญาอันเนื่องด้วยหิริก็ฉันนั้น ย่อมทำหน้าที่ไม่ให้หวั่นไหว ไม่ย่อหย่อน ไม่เกลื่อนกล่นด้วยความไม่มีหิริ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หิริเป็นงอนไถ ดังนี้.

ชื่อว่า มโน ด้วยอรรถวิเคราะห์ว่าย่อมรู้. คำว่า มโน นั่นเป็นชื่อของจิต ก็สมาธิที่ประกอบพร้อมด้วยจิตนั้น โดยใจเป็นประธาน ทรงพระประสงค์เอาในคาถานี้.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๔๘๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. กสิภารทวาชสูตร”