ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์เกิดโทมนัสว่า พระสมณโคดมทรงปฏิเสธข้าวปายาสของเรา ได้ยินว่า โภชนะนั่นไม่ควร เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมไม่ได้เพื่อถวายสิ่งอื่นในพระองค์เลย และคิดว่า พระสมณโคดมพึงทรงรับสิ่งอื่นกระมัง ดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดังนั้นแล้วทรงดำริว่า เรากำหนดเวลาเพื่อภิกขาจารแล้วจึงมา จักยังพราหมณ์นี้ให้เลื่อมใส ด้วยกาลเพียงนี้ เมื่อจะยังมโนรถที่พราหมณ์ปรารถนาให้เต็ม เพื่อให้ความเลื่อมใสเกิดแก่พราหมณ์ว่า ก็พราหมณ์ได้ทำโทมนัส บัดนี้ยังจิตให้กำเริบในเรา ด้วยโทมนัสนั้นแล้ว จักไม่อาจเพื่อแทงตลอดซึ่งธรรมอันประเสริฐคืออมตะ จึงตรัสว่า อญฺเญน จ เกวลินํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลินํ ความว่า ผู้บริบูรณ์แล้วด้วยคุณทั้งปวง คือผู้ปราศจากโยคะทั้งหมดแล้วเทียว. ชื่อว่าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เพราะแสวงหาคุณทั้งหลายมีศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่. ชื่อว่าพระขีณาสพ เพราะความเป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นหมดแล้ว. ชื่อว่าผู้มีความคะนองอันสงบแล้ว เพราะความที่พระขีณาสพมีความคะนองทั้งปวงซึ่งทำความคะนองมือและคะนองเท้าเป็นต้น อันสงบแล้ว.

บทว่า อุปฏฺฐหสฺสุ ความว่า เชิญท่านอังคาส คือเชิญท่านนับถือ. ครั้นจิตอันพราหมณ์แม้ให้เกิดอย่างนี้แล้ว พระองค์ตรัสปริยายเท่านั้น แต่ไม่ตรัสว่า ท่านจงนำมา ดังนี้.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๕๐๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. กสิภารทวาชสูตร”