พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงขยายสมณะ คือพระพุทธเจ้าว่า เป็นพระสมณะผู้ชนะสรรพกิเลสด้วยมรรค ด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงขยายสมณะผู้ขีณาสพ จึงตรัสว่า ปรมํ ดังนี้.
ในคาถานั้น นิพพานชื่อว่า ปรมะ. อธิบายว่า เลิศ อุดมกว่าธรรมทั้งปวง.
บทว่า ปรมนฺติ โยธ ญตฺวา ความว่า ภิกษุใดในศาสนานี้รู้ว่า นิพพานนั้นเป็นธรรมยิ่ง ด้วยปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า อกฺขาติ วิกชติ อิเธว ธมฺมํ ความว่า ย่อมบอกนิพพานธรรม คือกระทำนิพพานธรรมให้ปรากฏแก่คนเหล่าอื่น เพราะความที่นิพพานธรรมเป็นธรรมอันตนแทงตลอดแล้วว่า นี้นิพพาน ย่อมจำแนกมรรคธรรมว่า เหล่านี้ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ นี้มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐดังนี้ หรือย่อมบอกธรรมแม้ทั้งสอง โดยแสดงอย่างย่อแก่อุคฆฏิตัญญูบุคคล ย่อมจำแนกโดยแสดงอย่างพิสดารแก่วิปจิตัญญูบุคคล เมื่อบอกและจำแนกอย่างนี้. บันลือสีหนาทว่า ธรรมนี้มีในศาสนานี้เท่านั้น ไม่มีในภายนอกจากศาสนานี้ ชื่อว่าย่อมบอก และย่อมจำแนก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุใดในศาสนานี้ ย่อมบอก ย่อมจำแนกธรรมในธรรมวินัยนี้แล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที