บทว่า ตํ กงฺขจฺฉิทํ มุนึ อเนชํ ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสภิกษุที่ ๒ ผู้ตัดความสงสัยด้วยการแทงตลอดสัจจะสี่ และด้วยการตัดความสงสัยของคนเหล่าอื่น ด้วยเทศนาของตนผู้เป็นมุนี ด้วยการถึงพร้อมด้วยโมเนยยะ ผู้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีตัณหา กล่าวคือเอชา นั้นคือเห็นปานนั้นว่า สมณะผู้แสดงมรรค.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดแล้วด้วยพระองค์เอง แม้เป็นผู้แสดงมรรคอันยอดเยี่ยม ด้วยเทศนาแล้ว ทรงแสดงขยายสมณะผู้ขีณาสพว่า สมณะผู้แสดงมรรคอันสมควรแก่ศาสนาของตน และยังศาสนาให้รุ่งเรือง ดุจทูตและดุจราชเลขาของพระราชา ด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงขยายสมณะผู้เสขะ และสมณะผู้ปุถุชนมีศีล จึงตรัสว่า โย ธมฺมปเท ดังนี้.
การพรรณนาบทในบทเหล่านั้นปรากฏชัดแล้วแล แต่นัยแห่งวัณณนาในคาถานี้ มีดังนี้ :-
ภิกษุใด เมื่อบทธรรม เพราะเป็นบทแห่งนิพพานธรรม อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแสดงไว้ดีแล้ว เพราะทรงแสดงไม่อิงอาศัยที่สุดทั้งสอง หรือเพราะทรงแสดงแล้วโดยประการต่างๆ มีสติปัฏฐานเป็นต้น โดยสมควรแก่อาสัย แม้เป็นผู้มรรคสมังคี ชื่อว่าเป็นอยู่ในมรรค เพราะเป็นผู้มีมรรคกิจอันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยการสำรวมด้วยศีล มีสติด้วยสติอันดำรงดีแล้วในกายเป็นต้น หรือระลึกได้ถึงกิจที่ทำแล้วนานเป็นต้น ได้เสพบทอันไม่มีโทษ กล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เพราะเป็นบทอันไม่มีโทษ โดยไม่มีโทษแม้ประมาณน้อย และเป็นบทโดยภาวะเป็นโกฏฐาสด้วยการเสพภาวนา จำเดิมแต่ภังคญาณ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสภิกษุที่ ๓ นั้นว่า เป็นอยู่ในมรรค.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที