ส่วนกุลบุตรใดได้บิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง เศร้าหมองก็ตาม ประณีตก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม มีใจเป็นของตน มีหน้าผ่องใสยังมีชีวิตให้เป็นไปอยู่ กุลบุตรนั่นชื่อว่าเลี้ยงง่าย มนุษย์ทั้งหลายเห็นกุลบุตรนั่นแล้วเบาใจอย่างยิ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราเลี้ยงง่าย ย่อมยินดีด้วยของแม้น้อยๆ พวกเราเท่านั้นจักบำรุงเลี้ยงพระผู้เป็นเจ้านั้นดังนี้ แล้วทำปฏิญญาบำรุงเลี้ยง. กุลบุตรมีรูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า เป็นผู้เลี้ยงง่ายในคาถานี้.

ชื่อว่ามีกิจน้อย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กุลบุตรนั้นมีกิจน้อย คือผู้ไม่ขวนขวายในกิจหลายอย่างมีความเป็นผู้ยินดีในการงาน ยินดีในการพูดและยินดีในคลุกคลีเป็นต้น.

อีกประการหนึ่ง มีคำอธิบายว่า กุลบุตรนั้นเว้นจากกิจมีการทำนวกรรมในวิหารทั้งสิ้น การสอนหมู่สงฆ์สามเณรและคนวัดเป็นต้น กระทำอยู่ซึ่งกิจของตนมีการปลงผม ตัดเล็บ ระบมบาตรและเย็บจีวรเป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้มีกิจ คือสมณธรรมเป็นเบื้องหน้า.

ชื่อว่ามีความประพฤติเบา เพราะอรรถว่า กุลบุตรนั้นมีความประพฤติเบา ภิกษุผู้มีสิ่งของมากบางรูป ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็ให้มหาชนขนบาตรจีวร ผ้าปูที่นอน น้ำมัน น้ำอ้อยจำนวนมากเป็นต้น โดยทูนศีรษะบ้าง กระเดียดบ้างเป็นต้น หลีกไปอยู่ฉันใด กุลบุตรใดไม่เป็นฉันนั้น เป็นผู้มีบริขารน้อย ใช้สอยแต่เฉพาะสมณบริขาร ๘ มีบาตรและจีวรเป็นต้นเท่านั้น ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็คือเอาเท่านั้นหลีกไปเหมือนนกมีปีกฉะนั้น. กุลบุตรมีรูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า มีความประพฤติเบาในคาถานี้.

เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๗,๖๔๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. เมตตสูตร”